กำแพงเมืองจีนสีเขียวยาว 3,046 กิโลเมตร ส่งผลต่อวัฏจักรคาร์บอนทั่วโลก

8 มีนาคม 2569 ( 13:22 )
4
จีนมีกำแพงเมืองจีนขนาดใหญ่อีกแห่งยาวกว่า 3,046 กิโลเมตร แต่กำแพงนี้ไม่ได้สร้างด้วยหินและปูนเพื่อป้องกันผู้รุกรานจากทางเหนือ แต่เป็นการปลูกต้นไม้และพุ่มไม้จำนวนมากในพื้นที่ขนาดใหญ่ ตามแนวทะเลทรายทางตอนเหนือของประเทศ เป้าหมายคือเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของทะเลทราย และงานวิจัยใหม่ชี้ว่าโปรเจกต์นี้ กำลังทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนและรักษาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นให้คงที่
ที่ตั้งของกำแพงเมืองจีนสีเขียว
กำแพงดังกล่าวนี้ตั้งอยู่บริเวณทะเลทราย ทาคลามากัน (Taklamakan) ในเขตปกครองตนเองพิเศษซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทะเลทรายทาคลามากันถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลกและเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในจีน บางครั้งถูกเรียกว่า "ทะเลแห่งความตาย" และ "สถานที่ที่ไม่มีวันหวนกลับ" เนื่องจากมีภูมิประเทศที่แห้งแล้ง เต็มไปด้วยเนินทรายสูง และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่น้อยมาก
นับตั้งแต่ปี 1978 จีนได้ริเริ่มโครงการปลูกป่าครั้งใหญ่ตามแนวตอนใต้ของทะเลทรายทาคลามากัน โดยปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ทะเลทรายกลืนกินพื้นที่ทำการเกษตรโดยรอบ ไม่เพียงเท่านั้น กำแพงนี้ยังทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันพายุทราย ซึ่งบางครั้งมีความรุนแรงมากจนพัดถึงกรุงปักกิ่ง
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการผืนป่าแนวกันลม 3 เหนือของจีน (China's Three-North Shelterbelt Forest Program) หรือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อยับยั้งการขยายตัวของทะเลทรายโกบีและพื้นที่แห้งแล้งอื่น ๆ ผ่านการปลูกป่า
กำแพงเมืองจีนสีเขียวกับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้จริง
ในปี 2024 รัฐบาลจีนได้ประกาศความสำเร็จในการสร้างแนวป่าสีเขียวรอบทะเลทรายทาคลามากัน ซึ่งมีความยาว 3,046 กิโลเมตร หรือยาวประมาณเกือบ 2 เท่าของระยะทางจากจุดเหนือสุดไปใต้สุดของประเทศไทยที่มีความยาวประมาณ 1,650 กิโลเมตร
โครงการนี้มีการปลูกต้นไม้และพุ่มไม้หลายพันล้านต้น แต่มีนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า โครงการนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงหรือไม่ ? อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยใหม่ที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (University of California, Riverside) ชี้ให้เห็นว่าโปรเจกต์นี้กำลังสร้างผลกระทบที่วัดได้ทั้งต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นและวัฏจักรคาร์บอนทั่วโลกเลยทีเดียว
โดยในการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมของทะเลทรายทาคลามากัน เพื่อติดตามระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศและการเรืองแสงที่เกิดจากแสงอาทิตย์ (solar-induced fluorescence) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้ของการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของพืช
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีกิจกรรมการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น และมันได้เปลี่ยนทะเลทรายให้กลายเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระหว่างปี 2004 - 2017 ทะเลทรายทาคลามากันดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8.3 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ปล่อยออกมาเพียงประมาณ 6.7 ล้านตัน ซึ่งแปลว่ามันดูดซับก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลจากชั้นบรรยากาศ
การแทรกแซงของมนุษย์ช่วยกักเก็บ CO2 ได้ แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการ
คิง-ไฟ ลี (King-Fai Li) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและนักฟิสิกส์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ป่าฝน มันเป็นพื้นที่พุ่มไม้คล้ายกับป่าพุ่มเตี้ยในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่ามันช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ และทำได้อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นเรื่องดีที่เราสามารถวัดและตรวจสอบได้จากอวกาศ”
ทีมวิจัยกล่าวว่างานของพวกเขานำเสนอหลักฐานโดยตรงที่ว่าการแทรกแซงของมนุษย์สามารถเพิ่มการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในภูมิประเทศที่แห้งแล้งที่สุดของโลก แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เตือนว่า การปลูกป่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยับยั้งวิกฤติการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ มนุษย์เราจำเป็นต้องมีการรับมือหลายด้าน และเรื่องที่สำคัญก็คือการทยอยเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2026
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
