รีเซต

โลกร้อนเร่ง “มาลาเรีย” คร่าชาวแอฟริกาเพิ่มอีก 5 แสนคน

โลกร้อนเร่ง “มาลาเรีย”  คร่าชาวแอฟริกาเพิ่มอีก 5 แสนคน
TNN ช่อง16
29 มกราคม 2569 ( 10:00 )

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลเพียงต่ออุณหภูมิหรือระดับน้ำทะเลเท่านั้น แต่ยังคุกคามสุขภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยใหม่เผยว่า ภาวะโลกร้อนอาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตภูมิอากาศและระบบสาธารณสุขที่เปราะบางกำลังซ้อนทับกันอย่างอันตราย

 

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียในแอฟริกาเพิ่มขึ้นถึง 500,000 คน ภายในช่วงเวลา 25 ปีข้างหน้า และก่อให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 123 ล้านคน แม้โลกจะสามารถดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศได้ตามคำมั่นปัจจุบันก็ตาม

 

นักวิจัยชี้ว่า สาเหตุหลักไม่ได้มาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้น เช่น น้ำท่วมและพายุไซโคลน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบป้องกันและรักษาโรคมาลาเรียในแอฟริกา เหตุการณ์เหล่านี้ทำลายที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และทำให้การเข้าถึงการรักษาถูกขัดขวาง

 

ผลการศึกษาระบุว่า ปัจจัยด้าน “ความปั่นป่วนจากสภาพอากาศสุดขั้ว” จะเป็นต้นเหตุของ 79% ของความเสี่ยงการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้น และมากถึง 93% ของจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากมาลาเรีย ในอนาคต ขณะที่ส่วนที่เหลือเกิดจากผลกระทบทางระบบนิเวศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบฝนที่เปลี่ยนไป ซึ่งขยายพื้นที่อยู่อาศัยของยุงพาหะ


นักวิจัยพบว่า ผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีมาลาเรียอยู่แล้ว ไม่ใช่การแพร่ไปยังพื้นที่ใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวของยุงเพียงอย่างเดียว แต่คือความเปราะบางของระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิม ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2024 มีผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียทั่วโลกถึง 610,000 คน โดย 95% ของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตอยู่ในแอฟริกา และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีคิดเป็นถึงสามในสี่ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในทวีปนี้

 

มาลาเรียแพร่สู่มนุษย์ผ่านยุงที่ติดเชื้อ ซึ่งเติบโตได้ดีในอุณหภูมิราว 29 องศาเซลเซียส และต้องการแหล่งน้ำนิ่งสำหรับวางไข่ งานวิจัยก่อนหน้าจำนวนมากชี้ว่า ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่เสี่ยงต่อมาลาเรียเพิ่มขึ้น แต่ผู้เขียนงานวิจัยนี้ย้ำว่า งานส่วนใหญ่ มองข้ามบทบาทของระบบป้องกันและรักษาที่เปราะบางต่อสภาพอากาศ

 

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ เกธิง และศาสตราจารย์แทสมิน ไซมอนส์ จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน และโครงการ Malaria Atlas Project ระบุว่า เหตุการณ์อากาศสุดขั้วไม่เพียงสร้างแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แต่ยังทำลายมุ้งกันยุง ถนน โรงพยาบาล และขัดขวางการรักษา ตัวอย่างเช่น หลังพายุไซโคลนอิดาอีถล่มโมซัมบิกในปี 2019 มีรายงานผู้ป่วยมาลาเรียเพิ่มขึ้นเกือบ 15,000 ราย

 

ในการศึกษา นักวิจัยประเมินทั้งผลกระทบเชิงระบบนิเวศ (ecological effects) และผลกระทบเชิงปั่นป่วน (disruptive effects) โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ยุงพาหะ และข้อมูลการติดเชื้อในเด็กอายุ 2–10 ปี จากนั้นจำลองสถานการณ์อนาคตช่วงปี 2024–2049 ภายใต้เส้นทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับคำมั่นสากลในปัจจุบัน

 

แม้ผลกระทบเชิงระบบนิเวศจะทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพียง 0.12% ภายในปี 2050 แต่ตัวเลขเฉลี่ยนี้ปิดบังความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่อย่างมาก โดยบางภูมิภาคจะเผชิญความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำสายหลักและพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกาที่เสี่ยงต่อไซโคลน นักวิจัยคาดว่า ภายในปี 2050 ชาวแอฟริกา 67% จะเผชิญความเสี่ยงต่อการติดมาลาเรียเพิ่มขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

งานวิจัยนี้ชี้ชัดว่า วิกฤตภูมิอากาศกำลังซ้ำเติมโรคมาลาเรียผ่านการทำลายระบบสาธารณสุขและการป้องกันที่เปราะบาง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของยุงเพียงอย่างเดียว หากโลกต้องการกำจัดมาลาเรียให้ได้จริงในศตวรรษนี้ จำเป็นต้องลงทุนในระบบสาธารณสุขที่ “ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว” ควบคู่กับระบบเตือนภัยและการรับมือภัยพิบัติ เพราะการรับมือโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องของชีวิตมนุษย์โดยตรง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง