รีเซต

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 4 มิ.ย. 2569 ลดลง 620.72 จุด วิตกกระทบต่อราคาพลังงาน

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 4 มิ.ย. 2569 ลดลง 620.72 จุด วิตกกระทบต่อราคาพลังงาน
TNN ช่อง16
4 มิถุนายน 2569 ( 07:48 )

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงอย่างหนักในวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับผลกระทบต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

สรุปตัวเลขดัชนีหลักตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ 1.21%

ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,553.68 จุด ลดลง 56.10 จุด หรือ 0.74%

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ 0.89%

แรงขายส่วนใหญ่มาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีคูเวตและบาห์เรน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ผลตอบแทนรายสัปดาห์ และปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม

แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดการเงินโลก

นักลงทุนยังคงจับตาพัฒนาการของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าช่องทางการสื่อสารกับสหรัฐฯ ยังไม่ถูกตัดขาด แต่การเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า

ขณะเดียวกัน ความกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดหรือจำกัดการเดินเรือ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลกและทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ข้อมูลจาก CME FedWatch ล่าสุดระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 41.1% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 9.1% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน

ผลตอบแทนรายเดือน (มิถุนายน) และแนวโน้มหุ้น

จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนมิถุนายนด้วยการปรับฐาน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินเผชิญแรงขายค่อนข้างมาก

ในดัชนี S&P 500 มี 6 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปิดในแดนลบ นำโดย

  • กลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 1.52%
  • กลุ่มการเงิน ลดลง 1.21%

ขณะที่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ได้แก่

  • กลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 1.38%
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 0.70%

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ หุ้นพลังงานอาจยังได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นเติบโตสูงอาจเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด

ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวที่น่าสนใจ

หุ้นในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวลงเกือบทั้งหมด ยกเว้น Meta Platforms ที่พุ่งขึ้น 4.2%

ด้านหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงได้รับแรงซื้อจากกระแสการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้ดัชนีหุ้นชิปปรับตัวขึ้น 1.4% โดยหุ้นที่โดดเด่น ได้แก่

  • Marvell เพิ่มขึ้น 6.7%
  • Sandisk เพิ่มขึ้นกว่า 5%
  • Qualcomm เพิ่มขึ้นกว่า 4%
  • Intel เพิ่มขึ้น 3.7%

ขณะที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ร่วงลง 4.0%

ส่วนหุ้นกลุ่มบริหารสินทรัพย์เผชิญแรงขาย หลัง Partners Group บริษัทไพรเวทอิควิตี้จากสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศระงับการถอนเงินจากกองทุนแห่งหนึ่ง ส่งผลให้

  • KKR ลดลง 4.2%
  • Blackstone ลดลง 4.1%
  • Blue Owl ลดลง 3.9%
  • Ares Management ลดลง 4.0%

ด้านหุ้น GameStop พุ่งขึ้น 6% หลังรายงานผลประกอบการดีเกินคาดและประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจและปัจจัยที่ต้องจับตา

ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุดออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดในหลายรายการ ได้แก่

การจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เพิ่มขึ้น 122,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 117,000 ตำแหน่ง

ดัชนี PMI ภาคบริการของ ISM อยู่ที่ 54.5 เพิ่มขึ้นจาก 53.6 ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 53.7

ขณะที่ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 4.8% สูงสุดในรอบ 11 เดือน และดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์และการลงทุนด้าน AI

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้ คือการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 5 มิถุนายน โดยนักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่ง จาก 115,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 4.3%

ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และอาจกำหนดทิศทางตลาดหุ้นโลกในระยะสั้นต่อจากนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง