หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 24 มิ.ย. 2569 ปิดลบ 45.87 Nasdaq ร่วงกว่า 2% หลังหุ้นชิปดิ่ง

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยดัชนีสำคัญปรับตัวลดลง นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ร่วงกว่า 2% หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมถึงการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,666.84 จุด ลดลง 45.87 จุด หรือ 0.09% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,365.46 จุด ลดลง 107.33 จุด หรือ 1.44% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,587.04 จุด ลดลง 579.56 จุด หรือ 2.21%
หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทขายหนัก
แรงกดดันหลักของตลาดมาจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ร่วงหนักที่สุดในดัชนี S&P 500 โดยลดลง 3.66% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดลง 2.03% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวสวนทางตลาด
บรรยากาศการลงทุนได้รับผลกระทบหลังมีรายงานว่า กลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก ได้เร่งกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการลงทุน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านทุน (Capex) และการขยายกำลังการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์
นักวิเคราะห์จาก Globalt ระบุว่า ข่าวดังกล่าวสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งอาจกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไป
ดัชนี VIX พุ่ง สะท้อนความกังวลของนักลงทุน
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งสะท้อนระดับความผันผวนของตลาด พุ่งขึ้นกว่า 12% แตะระดับ 19.52 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ สะท้อนว่านักลงทุนมีความกังวลต่อทิศทางตลาดเพิ่มขึ้น
ขณะที่ดัชนี PHLX Semiconductor Index ร่วงลง 4.9% โดยหุ้นผู้ผลิตชิปหลายบริษัทปรับตัวลงอย่างหนัก ได้แก่ Nvidia ลดลง 4.1%, Alphabet ลดลง 1%, Intel, Marvell Technology และ AMD ร่วงระหว่าง 5.8-9.4%
ด้านหุ้นผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Micron Technology และ SanDisk ซึ่งเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปีนี้ ต่างปรับตัวลดลงราว 13%
SpaceX ฟื้นตัว หลังร่วงต่อเนื่อง
หุ้น SpaceX ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1% หลังจากก่อนหน้านี้ร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ โดยแรงขายก่อนหน้านี้มีส่วนมาจากความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีและกลุ่ม Hyperscaler ต่างเร่งระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI
นักลงทุนจับตาเฟดและตัวเลข PCE
อีกปัจจัยที่กดดันตลาดคือ การที่นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปี 2569 ครั้งละ 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งได้รับการมองว่าเป็นผู้ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่สะท้อนกำไรในอนาคต ทำให้มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 25 มิถุนายน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป
จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ สนับสนุนร่างกฎหมายที่มุ่งจำกัดการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างไร ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
