รีเซต

จับตา "สงครามตะวันออกกลาง" เมื่อการโจมตี "น้ำจืด" กลายจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

จับตา "สงครามตะวันออกกลาง" เมื่อการโจมตี "น้ำจืด" กลายจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
TNN ช่อง16
15 มีนาคม 2569 ( 08:00 )

จับตา "สงครามตะวันออกกลาง" เมื่อการโจมตี "น้ำจืด" กลายจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ


สงครามในตะวันออกกลาง อาจจะมีอาวุธสุดท้าย คือ การโจมตีแหล่งน้ำจืด ไม่ใช่โจมตีน้ำมัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และจะกระทบกับโลกและไทยมากน้อยแค่ไหน แล้วจะลงทุนอย่างไร มาไล่เรียงคำตอบทั้งหมดนี้ จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของอินโนเวสต์เอ็กซ์


ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจจาก InnovestX  ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง โดยยกคำกล่าวหนึ่งขึ้นมาว่า “สงครามในศตวรรษที่ 20 ต่อสู้กันเพื่อน้ำมัน แต่สงครามในศตวรรษที่ 21 จะต่อสู้กันเพื่อน้ำ” พร้อมระบุว่าคำทำนายนี้ดูใกล้ความจริงมากและมาเร็วกว่าที่คิด 


โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่าโดรนของ อิหร่าน ได้โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลใน บาห์เรน สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนในภูมิภาคนี้  ซึ่งดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เหตุการณ์นี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า สงครามครั้งนี้ได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่เคยมีใครกล้าข้ามมา



หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการโจมตีโรงงานกรองน้ำจึงสำคัญกว่าการโจมตีแหล่งน้ำมัน ทั้งที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก?


 คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในรายงานด้านความมั่นคงของสหรัฐที่ถูกเปิดเผยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากมองว่า “น้ำจืดสำคัญต่อความอยู่รอดของรัฐมากกว่าน้ำมัน”


เหตุผลสำคัญคือ แม้ประเทศเหล่านี้จะสูญเสียรายได้จากน้ำมันไปบางส่วน พวกเขายังสามารถใช้เงินทุนสำรองหรือทรัพยากรอื่นมาทดแทนได้ แต่หากประชาชนไม่มีน้ำดื่ม เมืองทั้งเมืองอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้แม้เพียงไม่กี่วัน เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีน้ำจืดตามธรรมชาติน้อยที่สุดในโลก 


นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council หรือ GCC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน และ โอมาน ได้ใช้รายได้มหาศาลจากน้ำมันลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หรือ desalination plant จำนวนมาก โดยปัจจุบันภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเกือบ 450 แห่ง รองรับประชากรมากกว่า 100 ล้านคน


ถามว่า ทำไมอิหร่านจึงเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เพราะอิหร่านรู้ตัวดีว่าตนเองไม่สามารถเอาชนะกองกำลังผสมของสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคได้โดยตรง ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญคือการใช้สงครามแบบอสมมาตร หรือ asymmetric warfare


แนวคิดของสงครามลักษณะนี้คือการโจมตีจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เช่น โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบน้ำ เป้าหมายคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่า “ต้นทุนของสงครามสูงเกินกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับ”


ดร.ปิยศักดิ์อธิบายว่า หากประชาชนในเมืองใหญ่ เช่น ดูไบ, คูเวตซิตี หรือ ริยาด ไม่มีน้ำดื่มแม้เพียงไม่กี่วัน แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในภูมิภาคอาจรุนแรงกว่าการสูญเสียรายได้จากน้ำมันเสียอีก 


และแม้ในทางทฤษฎี กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศภายใต้ อนุสัญญาเจนีวา กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น ระบบน้ำ โรงพยาบาล หรือโรงไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากการโจมตี


แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1991 กองทัพของ ซัดดัม ฮุสเซน ได้ปล่อยน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีเป้าหมายหนึ่งคือการทำลายระบบผลิตน้ำจืดของซาอุดีอาระเบีย


อีกกรณีหนึ่งคือสงครามใน ยูเครน ซึ่ง รัสเซีย ถูกกล่าวหาว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อสงครามยกระดับขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่า “ไม่มีทางเกิดขึ้น” ก็อาจเกิดขึ้นได้

ในมุมของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อหลายตลาดพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงตลาดพลังงานหรือน้ำมันเท่านั้น และไทยก็หนีไม่พ้นอยู่บนเส้นทางความเสี่ยงนี้ด้วย


ตลาดน้ำมันโลกยังคงจับตาสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันมากกว่า 20% ของโลกไหลผ่านทุกวัน และถ้าหากความขัดแย้งบานปลายจนกระทบการขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 


ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ธนาคารกลางหลายประเทศอาจเผชิญทางเลือกที่ยากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) 


ในอดีต สงครามมักทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเปิดทางให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย แต่หากสงครามทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นจนเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ง่าย ในกรณีเลวร้ายธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม


สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ตลาดพันธบัตรโลกอาจผันผวนจากแรงดึงสองด้าน คือแรงกดดันเงินเฟ้อและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย 


สำหรับนักลงทุน InnovestX มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีสองฉากทัศน์หลัก


ฉากทัศน์แรก คือ สงครามยืดเยื้อในระดับจำกัดประมาณสามเดือน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูง ราคาน้ำมันอาจเคลื่อนไหวในช่วง 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ขณะที่สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น สายการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมบางประเภท อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


ฉากทัศน์ที่สอง คือ สงครามบานปลาย และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจดึงประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง  ในกรณีดังกล่าว ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น 8–10% สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ในสถานการณ์นี้คือการถือเงินสดและเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น พร้อมกับถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย


ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะ stagflation (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอ) เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และสายการบิน อาจต้องเผชิญแรงกดดันมากที่สุด


สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมากจากตลาดโลก ดังนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าหากเงินดอลลาร์แข็งค่าจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก


InnovestX ประเมินว่า ในสถานการณ์ที่สงครามยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงสู่ระดับประมาณ 33–34 บาทต่อดอลลาร์ ในอีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของตลาดพลังงานยังอาจกระทบต่อภาคเกษตรของไทยผ่านต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยและการขนส่งสินค้าเกษตรก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารในประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง