จับตา "สงครามตะวันออกกลาง" เมื่อการโจมตี "น้ำจืด" กลายจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

จับตา "สงครามตะวันออกกลาง" เมื่อการโจมตี "น้ำจืด" กลายจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
สงครามในตะวันออกกลาง อาจจะมีอาวุธสุดท้าย คือ การโจมตีแหล่งน้ำจืด ไม่ใช่โจมตีน้ำมัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และจะกระทบกับโลกและไทยมากน้อยแค่ไหน แล้วจะลงทุนอย่างไร มาไล่เรียงคำตอบทั้งหมดนี้ จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของอินโนเวสต์เอ็กซ์
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจจาก InnovestX ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง โดยยกคำกล่าวหนึ่งขึ้นมาว่า “สงครามในศตวรรษที่ 20 ต่อสู้กันเพื่อน้ำมัน แต่สงครามในศตวรรษที่ 21 จะต่อสู้กันเพื่อน้ำ” พร้อมระบุว่าคำทำนายนี้ดูใกล้ความจริงมากและมาเร็วกว่าที่คิด
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่าโดรนของ อิหร่าน ได้โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลใน บาห์เรน สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนในภูมิภาคนี้ ซึ่งดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เหตุการณ์นี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า สงครามครั้งนี้ได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่เคยมีใครกล้าข้ามมา
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการโจมตีโรงงานกรองน้ำจึงสำคัญกว่าการโจมตีแหล่งน้ำมัน ทั้งที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในรายงานด้านความมั่นคงของสหรัฐที่ถูกเปิดเผยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากมองว่า “น้ำจืดสำคัญต่อความอยู่รอดของรัฐมากกว่าน้ำมัน”
เหตุผลสำคัญคือ แม้ประเทศเหล่านี้จะสูญเสียรายได้จากน้ำมันไปบางส่วน พวกเขายังสามารถใช้เงินทุนสำรองหรือทรัพยากรอื่นมาทดแทนได้ แต่หากประชาชนไม่มีน้ำดื่ม เมืองทั้งเมืองอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้แม้เพียงไม่กี่วัน เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีน้ำจืดตามธรรมชาติน้อยที่สุดในโลก
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council หรือ GCC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน และ โอมาน ได้ใช้รายได้มหาศาลจากน้ำมันลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หรือ desalination plant จำนวนมาก โดยปัจจุบันภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเกือบ 450 แห่ง รองรับประชากรมากกว่า 100 ล้านคน
ถามว่า ทำไมอิหร่านจึงเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เพราะอิหร่านรู้ตัวดีว่าตนเองไม่สามารถเอาชนะกองกำลังผสมของสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคได้โดยตรง ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญคือการใช้สงครามแบบอสมมาตร หรือ asymmetric warfare
แนวคิดของสงครามลักษณะนี้คือการโจมตีจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เช่น โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบน้ำ เป้าหมายคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่า “ต้นทุนของสงครามสูงเกินกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับ”
ดร.ปิยศักดิ์อธิบายว่า หากประชาชนในเมืองใหญ่ เช่น ดูไบ, คูเวตซิตี หรือ ริยาด ไม่มีน้ำดื่มแม้เพียงไม่กี่วัน แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในภูมิภาคอาจรุนแรงกว่าการสูญเสียรายได้จากน้ำมันเสียอีก
และแม้ในทางทฤษฎี กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศภายใต้ อนุสัญญาเจนีวา กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น ระบบน้ำ โรงพยาบาล หรือโรงไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากการโจมตี
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1991 กองทัพของ ซัดดัม ฮุสเซน ได้ปล่อยน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีเป้าหมายหนึ่งคือการทำลายระบบผลิตน้ำจืดของซาอุดีอาระเบีย
อีกกรณีหนึ่งคือสงครามใน ยูเครน ซึ่ง รัสเซีย ถูกกล่าวหาว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อสงครามยกระดับขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่า “ไม่มีทางเกิดขึ้น” ก็อาจเกิดขึ้นได้
ในมุมของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อหลายตลาดพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงตลาดพลังงานหรือน้ำมันเท่านั้น และไทยก็หนีไม่พ้นอยู่บนเส้นทางความเสี่ยงนี้ด้วย
ตลาดน้ำมันโลกยังคงจับตาสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันมากกว่า 20% ของโลกไหลผ่านทุกวัน และถ้าหากความขัดแย้งบานปลายจนกระทบการขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ธนาคารกลางหลายประเทศอาจเผชิญทางเลือกที่ยากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve)
ในอดีต สงครามมักทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเปิดทางให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย แต่หากสงครามทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นจนเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ง่าย ในกรณีเลวร้ายธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ตลาดพันธบัตรโลกอาจผันผวนจากแรงดึงสองด้าน คือแรงกดดันเงินเฟ้อและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับนักลงทุน InnovestX มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีสองฉากทัศน์หลัก
ฉากทัศน์แรก คือ สงครามยืดเยื้อในระดับจำกัดประมาณสามเดือน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูง ราคาน้ำมันอาจเคลื่อนไหวในช่วง 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ขณะที่สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น สายการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมบางประเภท อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ฉากทัศน์ที่สอง คือ สงครามบานปลาย และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจดึงประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง ในกรณีดังกล่าว ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น 8–10% สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ในสถานการณ์นี้คือการถือเงินสดและเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น พร้อมกับถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะ stagflation (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอ) เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และสายการบิน อาจต้องเผชิญแรงกดดันมากที่สุด
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมากจากตลาดโลก ดังนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าหากเงินดอลลาร์แข็งค่าจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
InnovestX ประเมินว่า ในสถานการณ์ที่สงครามยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงสู่ระดับประมาณ 33–34 บาทต่อดอลลาร์ ในอีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของตลาดพลังงานยังอาจกระทบต่อภาคเกษตรของไทยผ่านต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยและการขนส่งสินค้าเกษตรก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารในประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
