สู้ไม่ไหว! "SME" ทยอยปิดกิจการ เลิกจ้าง เซ่นพิษสงคราม

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เริ่มรายงานการปิดกิจการและการเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้น
มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นสองประเทศที่เห็นสัญญาณชัดเจนที่สุด และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
แต่ภาพรวมดังกล่าว ยังคงถูกบดบังด้วยผลผลิตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ภาคการผลิตของหลายประเทศยังสามารถประคองการเติบโตได้
โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ S&P Global เดือนเมษายน อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน สะท้อนว่าภาคการผลิตอาเซียนยังขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอตัวอย่างมาก ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน
Ferdaos Rosli หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AmBank ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กล่าวว่า ตัวเลขการค้าของมาเลเซีย เดือนเมษายน แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ โดยการส่งออกเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก แต่ความแข็งแกร่งของข้อมูลโดยรวม กำลังปกปิดแรงกดดันอย่างรุนแรงในบางภาคธุรกิจ
เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมการผลิตขั้นกลาง และภาคการก่อสร้าง เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ
ดังนั้น แม้ว่าการเติบโตของบางอุตสาหกรรมจะช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมได้ในระยะสั้น แต่ความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในแต่ละภาคส่วนยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และมีสัญญาณว่าการปิดกิจการอาจเพิ่มขึ้นอีก หากแรงกดดันยังคงยืดเยื้อต่อไป
ในมาเลเซีย ผู้ผลิตรายเล็กกว่า 100 ราย ที่ตั้งอยู่ในเมือง Muar ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ต้องปิดตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ ได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บีบอัตรากำไรของผู้ส่งออก และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง
ผู้จัดการโรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่ปิดกิจการรายหนึ่ง กล่าวว่า การปิดกิจการของบริษัทกว่า 100 แห่งนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ยังดำเนินต่อไป และคาดว่าจะเห็นการเลิกจ้างในหลายภาคส่วนเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้ ตั้งแต่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสิ่งทอ
ส่วน ฟิลิปปินส์ ข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานในภาคการผลิตลดลงกว่า 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม หรือ คิดเป็นร้อยละ 5.8 ของแรงงานในภาคการผลิตของประเทศ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ก็หดตัว ทำให้ภาคการผลิตของฟิลิปปินส์อ่อนแอที่สุดในบรรดา 6 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน
Miguel Chanco นักเศรษฐศาสตร์เอเชียเกิดใหม่ของบริษัท Pantheon Macroeconomics ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์กำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากด้านอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภค
โดยฟิลิปปินส์ มีความเสี่ยงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง เนื่องจากภาคส่งออกได้รับประโยชน์จากกระแสความต้องการเทคโนโลยี เอไอ น้อยกว่า
สำหรับประเทศไทย เริ่มเห็นสัญญาณแรงกดดันต่อภาคการผลิตในทิศทางเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค
จากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สถานการณ์การแจ้งประกอบ ขยายกิจการ และเลิกกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 จำนวนโรงงานปิดกิจการ มีมากกว่าโรงงานเปิดกิจการใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2566
โรงงานเปิดกิจการใหม่ ณ ไตรมาสแรกปี 2569 มีจำนวน 139 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลงร้อยละ 63.9 ขณะที่ โรงงานปิดกิจการมี 156 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ขณะที่โรงงานขยายกิจการมี 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 82.8 สอดคล้องกับเงินลงทุนขยายกิจการที่มีมูลค่า 152,500 ล้านบาท
รายงานดังกล่าว ยังระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณการปิดตัวของโรงงานขนาดเล็ก (การจ้างงานไม่เกิน 50 คน) ส่วนหนึ่ง เป็นผลจากการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาความต้องการสินค้าที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
รวมทั้ง ยังมีปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดตะวันออกกลางยังได้รับผลกระทบทั้งจากการลดลงของความต้องการสินค้าและปัญหาการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซ อาทิ กลุ่มสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
สัญญาณดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่รายงานตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ โดยช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หรือระหว่างเดือนมกราคม ถึงเมษายน มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 29,679 ราย ลดลงร้อยละ 1.56 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ช่วง 4 เดือน สะสมอยู่ที่ 81,341 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 คิดเป็นการลดลงร้อยละ 27.41
ในทางกลับกัน การจดทะเบียนเลิกกิจการในช่วง 4 เดือนแรกของปีมีจำนวน 4,217 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสะสมอยู่ที่ 26,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.21
นั่นสะท้อนว่าภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
