โดรน LUCAS ที่อเมริกาได้แรงบันดาลใจจาก Shahed-136 อิหร่าน เตรียมติด AI อัปเกรด !?

กองทัพสหรัฐฯ เตรียมอัปเกรดขีดความสามารถของ LUCAS (Low-Cost Uncrewed Combat Attack System) ซึ่งเป็นโดรนโจมตีแบบพลีชีพ (Kamikaze drone) ราคาประหยัดที่ได้รับการพัฒนาโดยอิงต้นแบบจากโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ "Hivemind" จากบริษัท Shield AI เพื่อสร้างฝูงบินรบอัตโนมัติ (Swarming) ที่ประสานงานกันได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทั้งฝูงบินไม่เกิน 32,000 บาท
ข้อมูลโดรน LUCAS ที่อเมริกาได้ต้นแบบจาก Shahed-136 อิหร่าน
LUCAS หรือ FLM 136 (ลอกเลียนรหัสโดรน Shahed 136 ของอิหร่าน) เป็นแพลตฟอร์มโจมตีระยะไกลแบบอัตโนมัติ พัฒนาโดยสเปกเตอร์เวิร์คส์ (SpektreWorks) บริษัทวิศวกรรมป้องกันประเทศสัญชาติอเมริกันที่ตั้งในเมืองฟีนิกซ์ (Pheonix) รัฐแอริโซนา โดยเอามาใช้งานจริงครั้งแรกในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ตัวโดรนมีความยาวประมาณ 2.9 เมตร ปีกกว้าง (Wingspan) ประมาณ 2.5 เมตร น้ำหนักสูงสุดประมาณ 81 กิโลกรัม ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ทำความเร็วสูงสุด 74 น็อต หรือประมาณ 137 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะการบินไกลสูงสุด 444 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 822 กิโลเมตร บินได้ต่อเนื่องสูงสุดที่ 6 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ตามข่าวก่อนหน้านี้ LUCAS อาจเป็นได้ทั้งระบบล็อกเป้าอัตโนมัติ หรือแม้เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้มนุษย์ในการปล่อยตัวโดย มีต้นทุนการผลิตเพียงประมาณลำละ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท
Hivemind - AI เบื้องหลังยกระดับความสามารถโดรน LUCAS
แม้การส่งโดรนจำนวนมากเข้าจู่โจมพร้อมกัน (Massed operations) จะมีประโยชน์ แต่หากปราศจากการประสานงานที่ดี ประสิทธิภาพก็จะถูกจำกัด กองทัพสหรัฐฯ จึงเลือกใช้ "Hivemind" มาทำหน้าที่เป็น "นักบิน AI" ให้กับโดรนแต่ละลำ
เทคโนโลยีนี้ใช้หลักการทำงานคล้ายกับรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla หรือ Waymo โดยอาศัยหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และเซนเซอร์บนตัวโดรนในการรับรู้สภาพแวดล้อมและตัดสินใจ ซึ่งช่วยให้ฝูงโดรนมีขีดความสามารถทางยุทธวิธีดังนี้
- ปฏิบัติการในพื้นที่อับสัญญาณ (GPS/Comm-denied): ฝูงโดรนสามารถบินหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ปรับเปลี่ยนเส้นทาง และแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้เองแบบเรียลไทม์ แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่ถูกสงครามอิเล็กทรอนิกส์รบกวนสัญญาณรุนแรง
- การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม (SATCOM Relay nodes): โดรนบางลำในฝูงจะถูกติดตั้งจานรับส่งสัญญาณดาวเทียมขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่เป็นโหนดเครือข่ายส่งต่อข้อมูลกลับไปยังผู้ควบคุม ทำให้สามารถสั่งการฝูงโดรนได้จากระยะไกลเกินกว่าระยะนอกสายตา (Beyond line-of-sight)
- มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย (Human-in-the-loop): ตามนโยบายการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ ระบบ AI จะรับหน้าที่ดูแลการบินและการประสานงานทั้งหมด แต่มนุษย์จะยังคงเป็นผู้ถืออำนาจตัดสินใจในการอนุมัติการโจมตีเป้าหมาย
เป้าหมายอเมริกา คือโดรนต้นทุนต่ำ ทำลายล้างสูง ?
นายแบรนดอน เจิง (Brandon Tseng) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Shield AI พูดไว้ว่า “ถ้าคุณมีโดรนโจมตีทางเดียวราคาถูก แต่ต้องใช้ถึง 10 หรือ 20 ลำในการทำลายเป้าหมาย มันก็จะไม่ถูกอีกต่อไปแล้วใช่ไหม?”
“แต่ถ้าจู่ๆ คุณมีโดรนโจมตีทางเดียวราคาถูก และเพียงลำเดียวก็สามารถทำลายเป้าหมายได้ และตอนนี้คุณสามารถทำลายเป้าหมายได้ถึง 20 เป้าหมาย นั่นคือต้นทุนต่อผลลัพธ์ที่ต่ำมาก และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการในท้ายที่สุด”
ก่อนหน้านี้ บริษัทได้จัดส่ง ซอฟต์แวร์ Hivemind หรือระบบนักบิน AI เข้าไปติดตั้งในโดรนโจมตีระยะ 62 ไมล์ ราคา 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 260,000 บาท) ในยูเครน ซึ่งตัวซอฟต์แวร์มีต้นทุนเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ต่อระบบ
ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 10 ลำ กลายเป็น 10 ใน 10 ลำอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยลด "ต้นทุนต่อผลสัมฤทธิ์" (Cost per effect) ลงได้อย่างมหาศาล
ทาง Shield AI คาดว่าจะสามารถเริ่มการบินทดสอบ (Flight testing) โดรน LUCAS ที่ติดตั้งนักบิน AI ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2026 นี้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่การสาธิตการปฏิบัติการจริงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนต่อไป
หากโครงการนี้สำเร็จ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโดรนพลีชีพธรรมดา สู่การเป็นฝูงจักรกลอัจฉริยะที่สามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
