รีเซต

เทียบนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 2569 จากเรียนฟรีถึงปฏิรูประบบทั้งโครงสร้าง

เทียบนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 2569 จากเรียนฟรีถึงปฏิรูประบบทั้งโครงสร้าง
TNN ช่อง16
6 มกราคม 2569 ( 11:27 )
21

การเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ “นโยบายการศึกษา” กลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่พรรคการเมืองใช้ชี้ทิศทางประเทศอย่างชัดเจน เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องห้องเรียน แต่ผูกกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ คุณภาพแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เมื่อมองให้เป็นระบบจะเห็นว่าแต่ละพรรคพูดคำว่า “เรียนฟรี” เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ระดับความทะเยอทะยาน วิธีการทำให้เกิดจริง และเครื่องมือที่จะใช้พาระบบไปถึงเป้าหมาย

หากเริ่มจากแนวทางที่เน้น “เข้าถึงได้ทันที” พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนครัวเรือนผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ เช่น การผลักดันอุปกรณ์การเรียนอย่างแท็บเล็ต และการเสริมสวัสดิการที่กระทบผู้ปกครองโดยตรงอย่างอาหารกลางวันหรือการเดินทางของนักเรียน ภาพรวมของแนวนี้คือทำให้เด็กไม่หลุดจากระบบเพราะความยากจน และลดช่องว่างจากการขาดแคลนอุปกรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เห็นผลเร็วในภาคปฏิบัติ แม้จะไม่ได้พุ่งไปที่การเขียนกติกาใหม่ทั้งระบบเป็นหลัก

อีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยวางการศึกษาไว้บนแนวคิด “เรียนได้ทุกที่-เรียนได้ตลอดชีวิต” แล้วเชื่อมต่อไปสู่ตลาดแรงงาน โดยทำแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์และคลังความรู้ให้เข้าถึงง่าย ควบคู่กับแนวทางอัปสกิล/รีสกิลแบบมีเป้าหมายงานรองรับ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงผลักดันระบบสะสมหน่วยกิตหรือ Learning Passport เพื่อทำให้การเรียนรู้ไม่ติดอยู่กับเส้นทางเดียวในโรงเรียน หากมองเชิงเหตุผล แนวทางนี้พยายามแก้โจทย์ใหญ่สองชั้นพร้อมกัน คือเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และทำให้ทักษะแปลงเป็นรายได้ได้จริง

ส่วนพรรคประชาชนเลือกสื่อสารด้วยภาพ “ปฏิรูปเป็นระบบ” มากขึ้น โดยย้ำทั้งการลดภาระผู้เรียนและแก้คอขวดของครูผ่านเครื่องมือเชิงนโยบายหลายตัว เช่น คูปองการเรียนรู้ที่ให้เด็กเลือกเรียนตามความสนใจได้เอง และข้อเสนอผลักดันกฎหมายการศึกษาใหม่ในแนวคิดคืนอำนาจสู่โรงเรียน คืนเวลาให้ครู ที่สำคัญคือการชูตัวเลขลงทุนอุปกรณ์การศึกษาเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งทำให้ภาพนโยบายไปไกลกว่า “คำประกาศ” เพราะผูกเข้ากับงบประมาณและการจัดทรัพยากร เมื่อเชื่อมโยงเหตุและผลจะเห็นว่าพรรคนี้ตั้งต้นจากสมมติฐานว่า หากไม่แก้ปัญหาอุปกรณ์และเวลาครู การยกระดับคุณภาพจะเกิดขึ้นยาก ต่อให้ประกาศเรียนฟรีก็ตาม

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เน้น “ความยืดหยุ่นของเส้นทางเรียน” เป็นหัวใจ โดยวางภาพการเรียนรู้แบบเลือกได้และสะสมได้ ผ่านแนวคิดคล้ายธนาคารหน่วยกิตหรือเครดิตที่ทำให้การเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงแบบเดิม ซึ่งสอดรับกับโลกการทำงานยุคใหม่ที่ต้องเรียนรู้หลายครั้งในชีวิต แก่นคิดของแนวนี้คือทำให้ระบบการศึกษาปรับเข้าหาผู้เรียนมากขึ้น ไม่ใช่ให้ผู้เรียนปรับเข้าหาระบบเพียงฝ่ายเดียว และลดการตกหล่นของคนที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ฐานะ หรือบริบทพื้นที่

ด้านพรรคไทยก้าวใหม่เสนอเพดานนโยบายที่สูงที่สุดในเรื่อง “เรียนฟรีถึงปริญญาเอก” ซึ่งทำให้โจทย์การถกเถียงย้ายจากคำถามว่า “ควรฟรีแค่ไหน” ไปเป็น “จะทำให้ยั่งยืนอย่างไร” เพราะเพดานที่สูงขึ้นย่อมต้องการกลไกงบประมาณ การบริหาร และลำดับการดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระระบบการคลังหรือทำได้ไม่ทั่วถึงในทางปฏิบัติ ในมุมเปรียบเทียบ นี่คือแนวทางที่พยายามยกเพดานโอกาสทางการศึกษาให้สุด แต่ก็ถูกจับตาหนักสุดเรื่องความเป็นไปได้และรายละเอียดการทำจริง

เมื่อสรุปแบบเป็นเหตุเป็นผล จะเห็นว่า “ความต่าง” ของนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้อยู่ที่ใครพูดเพราะกว่า แต่อยู่ที่แต่ละพรรคมองต้นตอปัญหาคนละจุด แล้วใช้เครื่องมือคนละแบบ เพื่อไทยเน้นลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแบบเห็นผลเร็ว ภูมิใจไทยเน้นโครงสร้างการเรียนรู้ต่อเนื่องและเชื่อมงาน พรรคประชาชนเน้นลงทุน-ลดภาระครู-กฎหมายใหม่ ประชาธิปัตย์เน้นเส้นทางเรียนที่ยืดหยุ่น ส่วนไทยก้าวใหม่ยกเพดานเรียนฟรีให้สูงสุด ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักจริง ๆ คืออยากได้การเปลี่ยนแปลงแบบไหน ระหว่างแก้เฉพาะหน้าที่กระทบทันที ต่อระบบที่ค่อย ๆ ปรับให้ยืดหยุ่น หรือการยกเครื่องใหญ่ที่ต้องมีรายละเอียดรองรับมากพอที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงทั้งประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง