ไทม์ไลน์เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเปิดสภา 2569

การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งกำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีดำเนินการโดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หลังบทเฉพาะกาลที่ให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมโหวตสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567
เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงเดินตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจัดตั้งโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ การเลือกประธานสภา ไปจนถึงการลงมติเลือกผู้นำรัฐบาล
14 มีนาคม 2569 เปิดประชุมรัฐสภา
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 121 รัฐสภาต้องเปิดประชุมภายใน 15 วันหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
วันที่ 14 มีนาคม 2569 จึงเป็นวันเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุม พร้อมเริ่มต้นกระบวนการจัดตั้งโครงสร้างการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ
ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่พรรคการเมืองต่าง ๆ เร่งเจรจาจัดตั้งรัฐบาลและรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภา
15 มีนาคม 2569 เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
หลังเปิดสภา ขั้นตอนแรกของการจัดตั้งฝ่ายนิติบัญญัติคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาอีกสองตำแหน่ง
ตำแหน่งประธานสภามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากต้องทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาในการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในลำดับต่อไป
การเลือกประธานสภาจึงมักเป็นดัชนีวัดกำลังเสียงของกลุ่มการเมืองในสภา และอาจสะท้อนทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล
กลางเดือนมีนาคม เตรียมประชุมโหวตนายกรัฐมนตรี
เมื่อมีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดวันประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี
แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดวันตายตัว แต่โดยธรรมเนียมทางการเมืองการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีมักเกิดขึ้นไม่นานหลังจากเลือกประธานสภา โดยมีการประเมินว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569
ก่อนถึงวันโหวต พรรคการเมืองจะเร่งเจรจารวมเสียงสนับสนุน และตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดจากบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค
ขั้นตอนในวันโหวตนายกรัฐมนตรี
เมื่อถึงวันประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ขั้นตอนจะดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159
เริ่มจากการเสนอชื่อบุคคลจากบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นรายชื่อที่พรรคแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้ง
การเสนอชื่อแต่ละครั้งต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด หรืออย่างน้อย 50 คนในสภาที่มี 500 ที่นั่ง
หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการลงมติแบบเปิดเผย โดยใช้วิธีขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทีละคน ให้แสดงจุดยืนว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง
เกณฑ์การได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้รับเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่สภามีสมาชิกครบ 500 คน ผู้สมัครต้องได้เสียงอย่างน้อย 251 เสียง
หากไม่มีผู้ใดได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง การลงมติสามารถดำเนินการใหม่ได้ โดยเสนอชื่อเดิมหรือชื่อใหม่จากบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง
ขั้นตอนหลังการโหวต
เมื่อรัฐสภามีมติเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ
หลังมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจะจัดทำบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ และรัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเริ่มต้นการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
