50 ปีผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเมืองหลวงไทยอยู่ระหว่าง “เลือกตั้ง” กับ “อำนาจส่วนกลาง”

ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งบริหารเมืองหลวง แต่ยังเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “อำนาจท้องถิ่น” กับ “อำนาจรัฐส่วนกลาง” ในแต่ละยุคสมัยของการเมืองไทย
เส้นทางของผู้ว่าฯ กทม. ผ่านทั้งช่วงเลือกตั้งโดยตรง การแต่งตั้งโดยรัฐบาล การแทรกแซงหลังรัฐประหาร และการถกเถียงเรื่องกระจายอำนาจ ที่ยังดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นผู้ว่าฯ กทม. ภายใต้รัฐรวมศูนย์
กรุงเทพมหานครถือกำเนิดขึ้นจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ในยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อนจะถูกรับรองผ่านพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518
ช่วงแรกของการก่อตั้งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา ผู้ว่าฯ กทม. ยังมาจาก “การแต่งตั้ง” โดยคณะรัฐมนตรี ภายใต้โครงสร้างรัฐรวมศูนย์ในยุคทหาร โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง ชำนาญ ยุวบูรณ์, อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล, ศิริ สันติบุตร และสาย หุตะเจริญ ดำรงตำแหน่ง
ในเวลานั้น กรุงเทพมหานครยังถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการส่วนกลาง มากกว่าจะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ประชาชนกำหนดทิศทางเอง
หลัง 14 ตุลาฯ เมื่อคนกรุงเทพฯ ได้เลือกผู้ว่าฯ ครั้งแรก
กระแสประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ เมื่อ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กำหนดให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมาจาก “การเลือกตั้งโดยตรง”
วันที่ 10 สิงหาคม 2518 กรุงเทพมหานครจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และ “ธรรมนูญ เทียนเงิน” กลายเป็นผู้ว่าฯ กทม. จากการเลือกตั้งคนแรก
ช่วงเวลานี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของแนวคิด “กระจายอำนาจ” ในสังคมไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนในเมืองหลวงสามารถเลือกผู้นำเมืองของตนเองได้โดยตรง
หลังรัฐประหาร 2520 อำนาจผู้ว่าฯ ถูกดึงกลับส่วนกลาง
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งประชาธิปไตยท้องถิ่นอยู่ได้ไม่นาน
หลังการรัฐประหารปี 2520 โครงสร้างการเมืองไทยกลับเข้าสู่ยุครัฐรวมศูนย์อีกครั้ง และตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ถูกเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบ “แต่งตั้ง”
ผู้ว่าฯ ในยุคดังกล่าว เช่น ชลอ ธรรมศิริ, เชาวน์วัศ สุดลาภา, พ.ร.ท.เทียม มกรานนท์ และอาษา เมฆสวรรค์ ล้วนมาจากการแต่งตั้งโดยส่วนกลาง
นี่เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนชัดว่า แม้กรุงเทพมหานครจะเป็นองค์กรปกครองรูปแบบพิเศษ แต่โครงสร้างอำนาจของไทยยังเปิดช่องให้รัฐบาลส่วนกลางดึงอำนาจกลับคืนได้ทุกเมื่อ
พ.ร.บ. กทม. 2528 จุดเริ่มต้นยุคเลือกตั้งต่อเนื่อง
ปี 2528 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมวางโครงสร้างให้มี “สภากรุงเทพมหานคร” ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2528 ส่งให้ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ กทม. และนับจากนั้น กรุงเทพมหานครเข้าสู่ยุคผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนาน
หลังจากนั้น มีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งหลายคน เช่น ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา, พิจิตต รัตตกุล, สมัคร สุนทรเวช, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ผู้ว่าฯ กทม. จึงเริ่มกลายเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่มีความสำคัญระดับประเทศ และถูกมองว่าเป็นเวทีสะท้อนกระแสการเมืองของคนเมือง
รัฐประหาร 2549–2557 กับการกลับมาของรัฐรวมศูนย์
แม้กรุงเทพมหานครยังมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่หลังรัฐประหารปี 2549 และโดยเฉพาะหลังปี 2557 อำนาจรัฐส่วนกลางเริ่มกลับมามีบทบาทเหนือการบริหารเมืองมากขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2559 เมื่อหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 64/2559 แต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. แทน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จึงกลับไปสู่ระบบ “แต่งตั้งโดยอำนาจรัฐประหาร” อีกครั้ง หลังจากใช้ระบบเลือกตั้งต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี
ช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการชะลอการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ ทำให้ประเด็น “กระจายอำนาจ” กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญในสังคมไทย
เลือกตั้งปี 2565 กับคำถามเรื่องอำนาจเมืองหลวง
หลังเว้นว่างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นานหลายปี กรุงเทพมหานครกลับมาจัดการเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565
ผลเลือกตั้งครั้งนั้น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 รวมถึงเป็นผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งคนที่ 8
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ว่าฯ จะมาจากเสียงประชาชน แต่การถกเถียงเรื่องโครงสร้างอำนาจของกรุงเทพมหานครยังคงดำเนินต่อ
นักวิชาการและภาคประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า กรุงเทพมหานครยังมีลักษณะ “รวมศูนย์ในระดับท้องถิ่น” อยู่มาก ทั้งในด้านงบประมาณ การบริหารเขต และข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังต้องพึ่งพารัฐส่วนกลาง
ข้อเสนอเรื่องเลือกตั้งผู้อำนวยการเขต การกระจายอำนาจสู่ระดับชุมชน และการปรับโครงสร้างการบริหารเมือง จึงยังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง
จาก “ผู้ว่าฯ แต่งตั้ง” ถึง “ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง” ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่สิ้นสุด
ประวัติศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การเมืองท้องถิ่นของไทยไม่เคยแยกขาดจากโครงสร้างอำนาจระดับชาติ
ทุกครั้งที่ประเทศเปิดพื้นที่ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานครมักได้เลือกผู้ว่าฯ ด้วยตนเอง แต่ทุกครั้งที่อำนาจรัฐรวมศูนย์กลับมา เมืองหลวงก็เป็นหนึ่งในพื้นที่แรกที่ถูกดึงอำนาจคืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
