รีเซต

เปิดตัวเลข 6 พันล้าน ‘รถขยะ EV กทม.’ คุ้มจริงไหม?

เปิดตัวเลข 6 พันล้าน ‘รถขยะ EV กทม.’ คุ้มจริงไหม?
TNN ช่อง16
17 กันยายน 2569 ( 10:51 )

เปิดภาพรวมรถขยะ EV กทม. 1,347 คัน วงเงิน 6,038 ล้านบาท หลังสภา กทม. ปรับลดงบปี 2570 พร้อมข้อมูลค่าพลังงาน ระบบชาร์จ การลดมลพิษ และแนวทางเดินหน้าต่อ

โครงการนำรถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV มาใช้ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการพิจารณางบประมาณปี 2570 หลังสภากรุงเทพมหานครมีมติปรับลดงบประมาณโครงการเช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน วงเงินรวม 6,038.582 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายบริหาร กทม. ยังคงยืนยันถึงเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านระบบเก็บขยะไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและมลพิษจากการปฏิบัติงานในเมือง

ที่ประชุมสภา กทม. เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีผู้เห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณ 27 เสียง ไม่เห็นชอบ 19 เสียง และงดออกเสียง 4 เสียง จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 50 คน โดยฝ่ายที่สนับสนุนการปรับลดงบระบุว่าไม่ได้คัดค้านการนำรถ EV มาใช้ แต่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพร้อมของรถ ระบบชาร์จ คุณลักษณะทางเทคนิค รูปแบบสัญญา และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อนผูกพันงบประมาณระยะยาว

โครงการที่เสนอครอบคลุมรถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้า 3 ประเภท ภายใต้กรอบระยะเวลา 5 ปี ประกอบด้วย รถไฟฟ้าแบบอัดขนาด 5 ตัน 874 คัน วงเงิน 4,125.464 ล้านบาท รถไฟฟ้าแบบอัดขนาด 2 ตัน 399 คัน วงเงิน 1,595.577 ล้านบาท และรถไฟฟ้าแบบยกภาชนะขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร 74 คัน วงเงิน 317.541 ล้านบาท รวมทั้งหมด 1,347 คัน วงเงิน 6,038.582 ล้านบาท

รถชุดนี้มีแผนนำมาใช้ทดแทนรถเก็บขนมูลฝอยเครื่องยนต์สันดาปที่ทยอยสิ้นสุดสัญญา โดยปัจจุบัน กทม. มีรถเก็บขนมูลฝอยรวม 1,715 คัน แบ่งเป็นรถที่จัดซื้อไว้ 266 คัน และรถเช่าอีก 1,449 คัน ซึ่งต้องรับภารกิจเก็บขยะจากพื้นที่ทั้ง 50 เขต ก่อนนำเข้าสู่ระบบคัดแยก แปรรูป และกำจัดผ่านศูนย์หลักของกรุงเทพฯ ทั้งอ่อนนุช หนองแขม และสายไหม


ขนาดของภารกิจเห็นได้จากปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบทุกวัน โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่า กทม. จัดเก็บขยะเฉลี่ยประมาณ 9,231.40 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3.37 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่เฉลี่ย 9,238 ตันต่อวัน ทำให้ความพร้อมของรถเก็บขยะมีผลโดยตรงต่อการรักษาความต่อเนื่องของบริการในแต่ละเขต

เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายบริหารเสนอเปลี่ยนมาใช้รถ EV คือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยข้อมูลประกอบโครงการของ กทม. ใช้สมมติฐานว่ารถแต่ละคันวิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวันตลอดระยะเวลา 5 ปี หากใช้รถดีเซลและคำนวณราคาน้ำมันที่ 39 บาทต่อลิตร จะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานประมาณ 8,756.627 ล้านบาท ขณะที่รถไฟฟ้า เมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าที่ 6 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,011.905 ล้านบาท

ตามสมมติฐานดังกล่าว ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของรถ EV จะต่ำกว่ารถดีเซลประมาณ 4,744.723 ล้านบาท หรือประมาณ 54% ตลอด 5 ปี ขณะที่ข้อมูลของ กทม. ยังระบุว่า อัตราค่าเช่ารถไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภทที่นำมาใช้ประกอบการจัดทำงบประมาณ อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ประมาณ 7-10%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 4,744 ล้านบาทเป็นการประเมินเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตามสมมติฐานที่ กทม. ใช้ประกอบโครงการ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เนื่องจากการนำรถ EV จำนวนมากกว่า 1,300 คันเข้าสู่ระบบยังเกี่ยวข้องกับระบบชาร์จไฟ การบำรุงรักษา การรับประกัน และเงื่อนไขการให้บริการ ซึ่งต้องมีรายละเอียดประกอบในขั้นตอนดำเนินโครงการ

ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่สมาชิกสภา กทม. บางส่วนต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยมีข้อเสนอให้ทดลองรถกับภารกิจเก็บขยะจริง เพื่อดูความสามารถในการวิ่งตามระยะทางที่กำหนด การรับน้ำหนัก การใช้พลังงานของระบบอัดขยะ ระยะเวลาชาร์จ รวมถึงความพร้อมของรถในการออกปฏิบัติงานแต่ละวัน

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ระบุว่า สนับสนุนการนำรถ EV มาใช้ แต่ต้องการให้ กทม. เพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการทดลองใช้งาน รายละเอียด TOR สถานีชาร์จ และรูปแบบบริหารระบบเก็บขยะในระยะยาว รวมถึงเสนอให้พิจารณาการจ้างเหมาบริการ หรือ Outsource เป็นอีกทางเลือกควบคู่กันไป ทั้งนี้ ประเด็นต่าง ๆ ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตของฝ่ายที่สนับสนุนการปรับลดงบ และยังต้องพิจารณาควบคู่กับคำชี้แจงของฝ่ายบริหารในแต่ละเรื่อง

ด้านนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ว่า ขั้นตอนการจัดทำกรอบงบประมาณกับการจัดทำขอบเขตของงาน หรือ TOR สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นคนละกระบวนการ โดยขั้นตอนปัจจุบันเป็นการสืบราคาจากภาคเอกชนเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ ยังไม่ใช่ TOR ฉบับที่จะนำไปใช้ประกวดราคา

หากได้รับการจัดสรรงบประมาณ จะเข้าสู่ขั้นตอนจัดทำ TOR ซึ่งต้องกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะรถ มาตรฐาน การทดสอบ การรับประกัน และเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยฝ่ายบริหารระบุว่าพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายละเอียดโครงการมีความรอบคอบและตรวจสอบได้


 

ก่อนหน้านี้ กทม. ได้นำข้อเสนอแนะของสำนักงาน ป.ป.ช. มาประกอบการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับติดตาม และมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2568 ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

อีกองค์ประกอบสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชาร์จไฟ ซึ่ง กทม. มีการประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. เพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จเร็วที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหลัก 3 แห่ง รวมถึงพื้นที่อื่นที่เหมาะสม และมีแนวทางใช้สถานีชาร์จของ กฟน. 88 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตามช่วงเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนรายละเอียดด้านการลงทุนระบบไฟฟ้า ค่าใช้จ่าย และความรับผิดชอบในการดูแลระบบ เป็นข้อมูลที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนในขั้นตอนต่อไป

ขณะเดียวกัน รูปแบบการเช่าเฉพาะรถยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างกำลังคนของ กทม. ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานขับรถ 2,639 อัตรา พนักงานเก็บขนมูลฝอย 7,528 อัตรา และพนักงานกวาด 9,150 อัตรา ฝ่ายบริหารมองว่าการเช่ารถทำให้สามารถใช้บุคลากรที่มีอยู่ในการปฏิบัติงานต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเสนอเรื่อง Outsource เป็นอีกแนวทางที่สามารถนำมาเปรียบเทียบสำหรับการบริหารระบบเก็บขยะในอนาคต

นอกจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว การลดมลพิษเป็นอีกเป้าหมายของโครงการ ตามข้อมูลประกอบโครงการของ กทม. หากรถ EV ทั้ง 1,347 คันวิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวันตลอด 5 ปี คาดว่าจะช่วยลดการปล่อย PM2.5 ประมาณ 188,231 กิโลกรัม ลดคาร์บอนมอนอกไซด์ประมาณ 24,857 กิโลกรัม ลดไฮโดรคาร์บอนประมาณ 1.22 ล้านกิโลกรัม และลดออกไซด์ของไนโตรเจนประมาณ 3.14 ล้านกิโลกรัม โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณตามสมมติฐานของโครงการ ผลที่เกิดขึ้นจริงจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและระยะทางการใช้งาน

รถชุดใหม่ยังมีแผนนำระบบเซ็นเซอร์ชั่งน้ำหนัก ระบบตรวจวัดกลิ่น และระบบ Fleet Management มาใช้ติดตามและบริหารยานพาหนะ ขณะที่แนวทางเปลี่ยนรถของหน่วยงานภาครัฐมาใช้พลังงานไฟฟ้ายังสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 สิงหาคม 2564 และ 16 ตุลาคม 2566 ที่กำหนดแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณานำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ทดแทนรถเดิมตามความเหมาะสม

หลังสภา กทม. ปรับลดงบประมาณครั้งนี้ ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องเตรียมแนวทางรองรับรถเก็บขยะที่ทยอยสิ้นสุดสัญญา เพื่อให้การจัดเก็บขยะของทั้ง 50 เขตดำเนินต่อไปได้ โดยการเช่ารถเครื่องยนต์ดีเซลระยะสั้นเป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนโครงการรถขยะ EV ยังสามารถกลับเข้าสู่การพิจารณาได้ หากมีการปรับรายละเอียดและเสนอของบประมาณอีกครั้ง

จากนี้รายละเอียดเกี่ยวกับการทดลองใช้งานรถ ระบบสถานีชาร์จ คุณลักษณะและมาตรฐานรถ การรับประกัน การซ่อมบำรุง และเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณาในรอบต่อไป ท่ามกลางภารกิจของกรุงเทพฯ ที่ต้องจัดเก็บขยะมากกว่า 9,000 ตันต่อวัน และเป้าหมายลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่กับการลดมลพิษจากระบบขนส่งของเมือง

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง