"แม่อย่าโทรมานะ” เสียงผู้รอดชีวิต 14 ปี เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

เสียงดังนัดแรกในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อเช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ไม่มีใครคิดว่าเป็นเสียงปืน นักเรียนหญิงวัย 14 ปี ที่ขอให้เรียกเพียงชื่อเล่นว่าขิม เล่าในบทสัมภาษณ์พิเศษของสำนักข่าว Reuters ว่า เธอกับเพื่อนร่วมชั้นชะโงกมองจากระเบียง เพราะเข้าใจว่าเสียงนั้นมาจากไซต์ก่อสร้างใกล้โรงเรียน จนกระทั่งเสียงดังซ้ำอีกหลายนัด
ครูประจำชั้นจึงเรียกทุกคนเข้าห้องเรียน เปิดอ่านไลน์กลุ่มของคณะครู แล้วยืนยันกับนักเรียนว่ามีคนใช้อาวุธปืนกราดยิงอยู่ในอาคารเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นในห้องเรียนของอาคาร 5 คือภาพนักเรียนช่วยกันยกโต๊ะเรียนดันปิดประตูและล็อกไว้ ปิดไฟ หมอบรวมกลุ่มกันใกล้หน้าต่าง และไม่มีใครกล้าลุกไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ประตู
ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเมือง มารดาวัย 52 ปีซึ่งเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐ กำลังเข้าเวรอยู่และรับสายจากลูกสาวคนโตที่ติดอยู่ในอาคาร 4
เหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 ราย และบาดเจ็บ 28 ราย ตามข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นับเป็นเหตุกราดยิงร้ายแรงที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2565
และจุดคำถามเรื่องการควบคุมอาวุธปืนขึ้นอีกครั้งในประเทศที่พลเรือนครอบครองปืนมากที่สุดในอาเซียน
เสียงปืนนัดแรก
นักเรียนในอาคาร 5 ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นในนาทีแรก ขิมระบุว่าเสียงดังนัดแรกทำให้เธอกับเพื่อนออกไปมองจากระเบียงเพื่อหาว่าเสียงมาจากไหน เพราะคิดว่าเป็นเสียงจากงานก่อสร้าง จนเสียงดังซ้ำอีกหลายครั้ง ครูจึงเรียกทุกคนเข้าห้องและตรวจสอบข้อมูลจากไลน์กลุ่ม
หลังยืนยันว่ามีเหตุจริง นักเรียนในห้องช่วยกันยกโต๊ะเรียนที่อยู่ใกล้ที่สุดมาปิดกั้นทางเข้าประตูและล็อกไว้ ก่อนปิดไฟและหมอบรวมกันอยู่ใกล้หน้าต่าง คิมระบุว่าเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดหลังจากนั้น เพื่อนบางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไม่ทันเพราะวางไว้ใกล้ประตู และไม่มีใครกล้าลุกออกไปหยิบเพราะกลัวว่าผู้ก่อเหตุจะมองเห็น
โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี มีนักเรียนมากกว่า 3,000 คน และครูเกือบ 150 คน ตามข้อมูลของโรงเรียนในปีที่ผ่านมา
"อย่าโทรมานะ"
คำเตือนของมารดาที่ส่งมาทางข้อความ กลายเป็นสิ่งที่ผู้รอดชีวิตต้องรีบตอบกลับด้วยคำขอที่สวนทาง ขิมเล่าว่าเธอเปิดแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจข้อความระหว่างหลบอยู่ในห้อง แล้วพบว่าพี่สาวส่งข้อความมาถาม พร้อมกับที่มารดาส่งข้อความเตือนเรื่องเหตุกราดยิงในอาคารของเธอ
"หนูรู้แล้วแม่ แต่อย่าโทรมานะ เพราะหนูกลัวว่าเดี๋ยวเสียงริงโทนมันจะดังขึ้นมา" ขิม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้รอดชีวิต ให้สัมภาษณ์กับ Reuters
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ภาพของผู้ก่อเหตุเริ่มถูกส่งต่อในกลุ่มแชทของนักเรียน ทำให้ขิมทราบว่าผู้ก่อเหตุอยู่ห่างจากห้องเรียนของเธอเพียงไม่กี่ห้องตามแนวทางเดิน ก่อนที่ครูจะสั่งให้อพยพออกจากห้องเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่บางส่วนได้แล้ว
ข้อความถึงพี่สาว
ระหว่างที่เสียงปืนเคลื่อนไปยังอาคารข้างเคียง ผู้รอดชีวิตส่งข้อความเตือนพี่สาวว่าผู้ก่อเหตุย้ายไปที่อาคาร 4 แล้ว พร้อมสั่งให้ล็อกประตูและระวังตัว ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับที่พี่สาวของเธอกำลังหลบอยู่
ขิมระบุว่าเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรอดหรือไม่ และรู้สึกวิตกกังวลอย่างหนักจนตัดสินใจพิมพ์ข้อความหาพี่สาวอีกครั้ง
“หนูขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม แบบว่า เออ หนูรักพี่นะ ถ้าเกิดออกไปได้ เรากลับบ้านด้วยกันนะ" ขิม กล่าว
พี่สาวตอบกลับมาว่าเธอก็กลัวเช่นกัน แต่ขอให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันให้ได้ ทั้งสองคนออกจากโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยในเวลาต่อมา และกลับไปพบกันที่บ้านในเขตปริมณฑลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน
คำสั่งของแม่
มารดาของทั้งสองคนรับสายจากลูกสาวคนโตขณะกำลังเข้าเวรอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐ สิ่งแรกที่เธอทำคือสั่งให้ลูกตั้งสติและจัดการสิ่งกีดขวางประตู ก่อนจะประเมินสถานการณ์จากเสียงปลายสาย
"คุณแม่ก็เลยบอกลูกสาวว่าให้หยุดร้องไห้ ให้บอกเพื่อนทุกคนตั้งสติให้ดี และถามว่าในห้องมีคุณครูอยู่ไหม เพราะมันเป็นคาบเรียนยังไงก็ต้องมีคุณครูอยู่ ให้ช่วยกันทำสิ่งกีดขวางกั้นประตูไว้สำหรับหลบภัย หรือหลบให้เนียนที่สุดและเงียบที่สุดไปก่อน" มารดาของผู้รอดชีวิต กล่าว
เธอประเมินจากข้อมูลในกลุ่มแชทของนักเรียนว่าผู้ก่อเหตุน่าจะใช้อาวุธปืนพกสั้น จึงขอให้ลูกสาวช่วยนับจำนวนนัดที่ได้ยิน โดยคาดว่าแมกกาซีนปืนพกจะบรรจุกระสุนได้ไม่เกิน 15 ถึง 20 นัด
ระหว่างนั้นเธอใช้โทรศัพท์อีกเครื่องโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน และได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษเดินทางถึงโรงเรียนแล้ว ก่อนที่สายกับลูกสาวจะขาดไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน และกลับมาติดต่อได้อีกครั้งในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
ไทม์ไลน์จากบ้านพักถึงห้องเรียน
เหตุการณ์เริ่มต้นก่อนเสียงปืนในโรงเรียนหลายชั่วโมง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุ 14 ปี ใช้อาวุธปืนก่อเหตุกับปู่และย่าภายในบ้านพักในช่วงเช้ามืด ก่อนนำอาวุธและกระสุนใส่กระเป๋านักเรียนแล้วเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ
ตำรวจระบุว่าผู้ก่อเหตุเริ่มใช้อาวุธปืนในโรงเรียนก่อนเวลา 10.00 น. เล็กน้อย จากนั้นสถานการณ์กินเวลาราว 40 นาที ก่อนผู้ก่อเหตุจะใช้อาวุธกับตัวเอง อาวุธที่ใช้เป็นปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติที่จดทะเบียนในชื่อปู่ ในที่เกิดเหตุพบกระสุนที่ยังไม่ได้ใช้งาน 34 นัด พร้อมแมกกาซีน 2 อัน ขณะที่จำนวนกระสุนที่ถูกใช้ไปอยู่ที่อย่างน้อย 26 นัด ส่วนขนาดกระสุนยังมีรายงานไม่ตรงกันและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งตรวจสอบประวัติการฝึกใช้อาวุธปืนของผู้ก่อเหตุ หลังพบว่าตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่จุดสำคัญ โดยการตรวจค้นบ้านพักไม่พบร่องรอยการต่อสู้และไม่พบประวัติการรักษาทางจิตเวช
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลงพื้นที่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ระบุว่าสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่ามาจากความเครียดเรื่องการเรียนและการถูกผู้ปกครองเข้มงวด และเชื่อว่ามีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งนี้แรงจูงใจที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน
ปืนทะเบียนปู่ กับช่องโหว่ที่กฎหมาย
จุดที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือเด็กอายุ 14 ปีเข้าถึงอาวุธปืนที่จดทะเบียนถูกกฎหมายได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีระบุว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นของปู่ซึ่งผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่ด้วย และในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ได้ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎหมายอาวุธปืน โดยจะกำหนดให้เจ้าของอาวุธต้องร่วมรับผิดหากอาวุธของตนถูกนำไปก่อเหตุ และตั้งข้อหาร้ายแรงกับผู้พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐและสื่อไทยอ้างอิงต่อเนื่องระบุว่า พลเรือนไทยครอบครองอาวุธปืนราว 10 ล้านกระบอก แบ่งเป็นปืนมีทะเบียนราว 6 ล้านกระบอก และไม่มีทะเบียนราว 4 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นอัตราการครอบครองปืนของพลเรือนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในกรณีนี้อาวุธที่ใช้เป็นปืนมีทะเบียน ไม่ใช่ปืนเถื่อน
สำหรับผู้รอดชีวิต ผลกระทบยังไม่จบลงพร้อมกับเสียงปืน คิมระบุว่าหลังกลับถึงบ้าน เพียงได้ยินเสียงของตกกระทบพื้นเบา ๆ ก็ทำให้เธอตื่นตระหนก ไม่กล้าออกจากห้องนอน และรู้สึกว่าข้างนอกห้องมืดและน่ากลัวไปหมด
เธอระบุว่ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มเยียวยาเรื่องใดก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปแน่นอนคือความรู้สึกที่มีต่อพี่สาว ซึ่งปกติทั้งคู่ทะเลาะกันตลอดเวลา แต่หลังผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอบอกว่าไม่เคยรักพี่สาวมากเท่านี้มาก่อน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
