"ค่าธรรมเนียม" ทางการเงินปรับใหม่ เริ่ม 1 มิ.ย.69

"รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ" เป็นรายได้หลักส่วนหนึ่งของธนาคารพาณิชย์นอกเหนือจากรายได้ดอกเบี้ย โดยรายได้จากดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละ 69 ของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31 ของรายได้ทั้งหมด แต่จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับลดลง ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยลดลง แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการ
จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ล่าสุดปี 2568 มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงร้อยละ 9.8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน หากดูเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 ลดลงร้อยละ 12.6 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 และเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน
จากข้อมูล "รายได้ค่าใช้จ่ายของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ" ที่ธปท.เผยแพร่พบว่าหากดูเฉพาะ “รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ” ของระบบธนาคารพาณิชย์ (28 แห่ง) ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่ามีรายได้ (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) 51,060 ล้านบาท และมีรายได้สุทธิ (หลังหักค่าจ่าย) 32,716 ล้านบาท
โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการมีทั้งหมด 14 รายการ ประกอบด้วย (1) การรับรอง รับอาวัล และค้ำประกัน (2) บัตรเครดิต (3) บริการบัตร ATM บัตรเดบิต และบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ (4) บริการโอนเงินและเรียกเก็บเงิน (5) บริการที่ปรึกษา (6) ค่าธรรมเนียมจัดการ (7) การจัดการออก การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการค้าตราสารแห่งหนี้
(8) การดูแลและเก็บรักษาหลักทรัพย์ของลูกค้า (9) ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับเช็ค (10) ค่าธรรมเนียมการออกเล็ตเตอร์ออฟเครคิต (11) ค่านายหน้า (12) รายได้ค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถามหนี้ (13) รายได้ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระค่าสินค้าและบริการ (14) ค่าธรรมเนียมและบริการอื่น ๆ
จากข้อมูลธปท.พบว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคารพาณิชย์หลักๆ มาจากบัตรเครดิต และค่านายหน้า โดยค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตมีรายได้มากที่สุด 15,060 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งมาจาก 2 ส่วนหลักคือ ค่าธรรมเนียมจากร้านค้า (ร้อยละ 1.6 - 3.5 ของยอดที่ชำระ) และค่าธรรมเนียมจากผู้ถือบัตร เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า-รายปี , ค่าธรรมเนียมกดเงินสด ( ร้อยละ 3 ) และค่าความเสี่ยงแปลงสกุลเงินต่างประเทศ ( ร้อยละ 2 - 2.5)
ขณะที่ค่าธรรมเนียมและบริการจากค่านายหน้ามีรายได้ 10,442 ล้านบาท เช่น ค่านายหน้าขายประกัน (Bancassurance) บริการจัดการกองทุน และบริหารความมั่งคั่ง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ธปท.พบว่าปัจจุบันการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยบางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังคงมีการเรียกเก็บค่าบริการ ขณะที่บางรายการมีช่วงอัตราค่าบริการกว้าง ซึ่งอาจสะท้อนว่ามีการเรียกเก็บในระดับที่สูงเกินควร
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความเป็นธรรม สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน (ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน) ได้ด้วยราคาที่เหมาะสม รวมทั้งได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพียงพอต่อการตัดสินใจ ธปท.จึงได้ออกประกาศ “การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ” เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับธุรกรรมที่เป็นบริการพื้นฐาน เพื่อช่วยลดความแตกต่างของค่าบริการและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในวงกว้าง
โดยมีหลักการที่สำคัญคือ การเรียกเก็บค่าบริการต้องมีความเหมาะสม เป็นธรรม ไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน คำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และไม่ผลักภาระหรือสร้างภาระให้แก่ลูกค้าจนเกินควร โดยมีหลักการคำนวณ และฐานในการคำนวณค่าบริการที่มีความสมเหตุสมผลและเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับปัจจัยที่ทำให้เกิดต้นทุน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลให้ลูกค้าทราบอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการดังกล่าวจะบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
สำหรับมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการตามร่างประกาศธปท. แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก
หมวดที่ 1 ค่าบริการบัญชีเงินฝาก (Deposit-related)
1.1 ค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement) กรณีแบบกระดาษ ย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง (ไม่เกิน 3 บัญชี) ย้อนหลังเกิน 12 เดือน ไม่เกิน 200 บาทต่อบัญชี
กรณีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) ย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ฟรี แต่ย้อนหลังเกิน 12 เดือน ไม่เกิน 100 บาท
ทั้งนี้ ธปท.กำหนดให้ทุกธนาคารต้องมีทั้งแบบกระดาษและ e-Statement และสนับสนุนให้ให้บริการย้อนหลังอย่างน้อย 12 เดือน
1.2 ค่าหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน ไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง ครอบคลุมข้อมูล เช่น เงินฝาก หนี้สิน ภาระผูกพัน -สามารถคิดค่าจัดส่งเอกสารเพิ่มได้ตามต้นทุนจริง
1.3 ค่ารักษาบัญชีเงินฝาก-ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน สำหรับทุกประเภทบัญชี-สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ต้องไม่กำหนดให้บัญชีที่มียอดคงเหลือมากกว่า 2,000 บาท และไม่เคลื่อนไหวน้อยกว่า 1 ปีติดต่อกันเป็นบัญชีเงินฝากไม่เคลื่อนไหว
หมวดที่ 2 ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related)
2.1 ค่าแรกเข้าและค่ารายปี สำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน ค่าบริการทั้งหมดที่เรียกเก็บ (all-in) ไม่เกิน 150 บาทต่อปี
2.2 ค่าแรกเข้าและค่ารายปี สำหรับบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าบริการทั้งหมดที่เรียกเก็บ (all-in)
ไม่เกิน 200 บาทต่อปี
2.3 ค่าบริการเบิกถอน เงินสดด้วยบัตรเครดิตไม่เกินร้อยละ 2 – 2.5 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนนั้น
ทั้งนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่ให้บริการบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต แล้วแต่กรณี ต้องจัดให้มีบริการ “บัตรพื้นฐาน” แก่ลูกค้าโดยมีอัตราค่าบริการไม่เกินอัตราที่กำหนด
สำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน คือ บัตรเอทีเอ็มที่ให้ลูกค้าสามารถถอนเงิน โอนเงิน และสอบถามยอด โดยไม่มีบริการหรือสิทธิประโยชน์อื่น ให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติม (เช่น ประกันภัย) และไม่เป็นบัตรที่ให้บริการแก่ลูกค้าในวงจำกัด เช่น บัตรดิจิทัล บัตรของบัญชีเงินฝากพื้นฐาน บัตรที่ ให้บริการเฉพาะกลุ่ม บัตรแลกเงินตราต่างประเทศ (travel card) บัตรที่ผูกกับบัญชีประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น หรือบัตรลักษณะอื่น ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน
บัตรเดบิตพื้นฐาน คือ บัตรเดบิตที่ให้ลูกค้าสามารถถอนเงิน โอนเงิน สอบถามยอด และชำระค่าสินค้าและบริการ โดยไม่มีบริการ หรือสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติมและไม่เป็นบัตรที่ให้บริการแก่ลูกค้าในวงจำกัดในลักษณะทำนองเดียวกับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน
หมวดที่ 3 ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related)
3.1 ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น - การฝาก/ถอน/โอนเงินที่เครื่อง เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การฝาก/ถอน/โอนเงินที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต และการฝากเช็ค ต้องไม่เรียกเก็บค่าบริการ
3.2 ค่าบริการการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน (same day) ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ
3.3 ค่าธรรมเนียมชดเชยอัตรา แลกเปลี่ยน (Commission in-lieu of Exchange) หมายถึง ค่าบริการที่สถาบันการเงินหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เรียกเก็บเพื่อชดเชยรายได้เนื่องจากไม่ได้มีการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งรวมถึงค่าบริการที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีลักษณะหรือวัตถุประสงค์เดียวกันด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยเงินตราต่างประเทศสำหรับธุรกรรม Trade Finance ค่าธรรมเนียมการโอนเงินบาทให้แก่บัญชี NRBA และค่าธรรมเนียมเอกสารที่เรียกเก็บเป็นเงินบาท (Commission on Thai Baht Bills) กำหนดอัตราเรียกเก็บดังนี้
(1) เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 0.125 ของจำนวนเงินสำหรับเงินทุกสกุลเงิน
(2) เรียกเก็บขั้นต่ำได้ไม่เกิน 300 บาท และเฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาและ SMEs ให้เรียกเก็บสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
(3) ไม่ให้เรียกเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชี ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีการทำธุรกรรมโดยใช้ธนบัตรสกุลต่างประเทศ
3.4 ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สามารถเรียกเก็บค่าบริการจากผู้โอนเงินเท่านั้น และไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ
หมวดที่ 4 ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ SMEs
4.1 ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ให้เรียกเก็บค่าบริการได้เพียงครั้งเดียวต่อการพิจารณาคำขอวงเงิน โดยกรณีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 15 ล้านบาท เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน แต่ไม่เกิน 250,000 บาท และกรณีวงเงินสินเชื่อมากกว่า 15 ล้านบาท เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน
4.2 ค่าบริการขยายระยะเวลา การเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา (term loan) และ 4.3 ค่าบริการต่ออายุวงเงิน สินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน (revolving loan) ไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการ ยกเว้น กรณีลูกค้าได้รับวงเงินเพิ่มขึ้น ให้เรียกเก็บค่าบริการได้ตามอัตราในข้อ 4.1 โดยคำนวณบนฐานของวงเงินที่เพิ่มขึ้น
4.4 ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบ กำหนด (prepayment fee) ไม่เกินร้อยละ 3 ของยอดเงินต้นคงค้าง ทั้งนี้ ห้ามสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว หากลูกค้าได้ชำระเงินต้นแล้วมากกว่าร้อยละ 50 ของสัญญา และได้ชำระมาแล้วเป็นระยะเวลามากกว่าร้อยละ 50 ของสัญญา
4.5 ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน ไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการ ในกรณีที่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพื่อชดเชยต้นทุนการสำรองวงเงินไปแล้ว หรือเมื่อลูกค้าได้มีการเบิกใช้วงเงินดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่เรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าในอัตราที่ต่ำกว่าที่กำหนดดังกล่าว หรือไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว ณ วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ต้องไม่เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นจากอัตราดังกล่าว เว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ และผู้ประกอบธุรกิจ ต้องจัดเก็บข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานสนับสนุนความจำเป็นดังกล่าวอย่างเพียงพอเพื่อให้ผู้ตรวจการ ของธปท.สามารถตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เรียกเก็บค่าบริการรายการอื่นนอกจากที่กำหนดในหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น หรือเรียกเก็บค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนอัตราค่าบริการที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ และผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลอัตราค่าบริการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้ลูกค้าทราบอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นปัจจุบันตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถกำหนดค่าบริการหรือเงื่อนไขการให้บริการที่เป็น ประโยชน์ต่อลูกค้ามากกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ได้เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ มากยิ่งขึ้น อาทิ การไม่เรียกเก็บค่าบริการในรายการที่ประกาศฉบับนี้กำหนด การยกเว้นค่าบริการ ให้กับลูกค้าบางกลุ่ม เช่น ลูกค้าบุคคลธรรมดา หรือ SMEs
อย่างไรก็ดี ประกาศธปท. เรื่อง “การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ” ที่มีรายละเอียดข้างต้นนั้น กำลังอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน-10 พฤษภาคม 2569 หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้วอาจมีการปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อย จากนั้นจะเริ่มต้นบังคับใช้ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับผลกระทบของการปรับค่าธรรมเนียมใหม่ให้เป็นมาตรฐานดังกล่าวต่อรายได้ของสถาบันการเงินนั้น ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินเบื้องต้นว่าผลกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee) ที่ลดลงทุกๆ ร้อยละ 0.5 กระทบต่อกำไรสุทธิปี 2569 ของธนาคารมีดาวน์ไซด์ร้อยละ 0.25 อย่างไรก็ดียังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง และน่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
