ธปท. จัดระเบียบใหม่ ค่าธรรมเนียมแบงก์ ห้ามเก็บซ้ำซ้อน เริ่ม 1 ก.ค.นี้

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องการกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ SME
เนื่องจาก ปัจจุบันพบว่าการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยบางรายการมีต้นทุนลดลง หรือไม่มีต้นทุนแล้ว จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแต่ยังคงมีการเรียกเก็บค่าบริการคงเดิม
ขณะที่ค่าบริการบางรายการมีช่วงอัตราค่าบริการของผู้ใช้บริการทั้งระบบแตกต่างกันมาก ซึ่งอาจสะท้อนว่ามีการเรียกเก็บในระดับที่สูงเกินควร หรือค่าบริการบางรายการที่อธิบายหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน
*สรุปโครงสร้างเพดานค่าธรรมเนียนใหม่
- ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (สำหรับบุคคลธรรมดา และ SMEs) โดยค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement) ในรูปแบบกระดาษ เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อบัญชีต่อครั้ง (สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน) หากต้องจัดส่งทางไปรษณีย์สามารถคิดค่าส่งตามจริงได้ และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement): ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ (ฟรี 0 บาท) สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน
- ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (รูปแบบกระดาษ) เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อชุดต่อครั้ง
- ค่ารักษาบัญชีเงินฝาก (กรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว): เรียกเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน และจะเก็บได้เฉพาะบัญชีที่นิ่งเฉยติดต่อกันเกิน 1 ปี และมียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท เท่านั้น
- ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (สำหรับบุคคลธรรมดา) อย่างบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 150 บาทต่อปี บัตรเดบิตพื้นฐาน คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 200 บาทต่อปี และการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน
- ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม) โดยค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สาย ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ ในทุกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และตู้ ATM/CDM/CRM (เช่น การโอนเงิน การฝากเช็ค หรือการจ่ายบิลใบแจ้งหนี้) ซึ่งยกเว้นการทำธุรกรรมฝาก/ถอนเงินสดข้ามเขตที่หน้าเคาน์เตอร์สาขา สามารถเรียกเก็บได้ ไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าธุรกรรม
- การโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment เก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ
- ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เรียกเก็บได้ไม่เกิน 0.125% ของมูลค่าเงิน สำหรับบุคคลธรรมดาและ SMEs กำหนดอัตราขั้นต่ำไม่เกิน 300 บาท และสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (และห้ามเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน)
- ค่าโอนเงินผ่านระบบบาทเนต กรณีลูกค้าบุคคลธรรมดาและ SMEs ยื่นคำขอผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียกเก็บค่าบริการจากผู้โอนและผู้รับโอนรวมกันไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ
- ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นค่าบริการการใช้สินเชื่อ (Front-end fee) วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน (สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท) ส่วนวงเงินมากกว่า 15 ล้านบาท เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน
- ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (Prepayment fee) เก็บได้ไม่เกิน 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง แต่ห้ามเรียกเก็บในกรณีที่ลูกค้าจ่ายเงินต้นไปแล้วเกินกว่า 50% ของยอดเบิกใช้จริง และผ่อนชำระมาแล้วเกิน 50% ของระยะเวลาตามสัญญา
- ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (Cancellation fee) ห้ามเรียกเก็บหากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผูกพันวงเงิน (Commitment fee) ไปแล้ว หรือลูกค้าได้มีการเบิกใช้วงเงินไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด
สำหรับมาตรการนี้ครอบคลุมผู้ให้บริการ ได้แก่ สถาบันการเงินทุกแห่งตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน, ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ทุกแห่ง และมีผลบังคับใช้กับกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดา และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก
กางไทม์ไลน์ 3 ระยะ แบ่งเป็น
- เฟส 1 เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569 บังคับใช้เกณฑ์ ค่าขอ Statement, ค่าขอหนังสือรับรองทางการเงิน, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากบัตรเครดิต, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตยกเว้นส่วนของตู้เอทีเอ็มและใบแจ้งหนี้, และค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (ส่วนทั่วไป)
- เฟส 2 เริ่ม 1 กันยายน 2569 บังคับใช้เกณฑ์ ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม/เดบิตพื้นฐาน, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ตู้และใบแจ้งหนี้, ค่าโอนเงิน Bulk Payment ภายในวัน, และมาตรการสินเชื่อ SMEs ทั้งหมด
- เฟส 3 เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 บังคับใช้เกณฑ์ เพดานขั้นต่ำ/สูงสุดของค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับบุคคลธรรมดาและ SMEs รวมถึงค่าโอนเงินระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ ตามประกาศของ ธปท. ยังระบุว่า ไม่ให้ผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นในรายการที่ถูกควบคุม และไม่ให้ขึ้นค่าบริการรายการอื่น ปรับตั้งรายการใหม่ หรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย โดยยกเว้นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือสิ้นสุดช่วงโปรโมชั่น แต่ผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลเอกสารหลักฐานสนับสนุนความจำเป็นไว้ให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ตรวจการของ ธปท. สามารถเข้าตรวจสอบได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
