ดักทาง"ทุนเทา"!คุมแลกเงินสด-เชื่อมข้อมูล

เมื่อเร็วๆ นี้ นาย "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังจาก ตีกรอบธุรกรรม "ซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์" ให้ซื้อขายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อวันต่อแพลตฟอร์ม
พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำให้มีมาตรฐานและโปร่งใส่ขึ้น ด้วยการให้ชำระเงินและรับมอบทองคำตามธุรกรรมจริง, ห้าม Net Settlement, ห้ามโอนสิทธิการถือครอง และห้าม Short Sell รวมถึงการเพิ่มการรายงานธุรกรรมทองคำ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา
พบว่า ธุรกรรมที่เกิดจากการซื้อทองผ่านแอปพลิเคชันตอนเช้า แล้วไปถอนเงินสดจากร้านทองในช่วงบ่ายวันเดียวกันมีมูลค่าลดลง จากเดิมที่ในเดือน ม.ค. 2569 อยู่ที่ 4,167 กิโลกรัม/เดือน ซึ่งทยอยลดลงต่อเนื่อง
โดยเดือน ก.พ. 2569 ลดเหลือ 2,248 กิโลกรัม/เดือน, เดือน มี.ค. 2569 ลดเหลือ 2,185 กิโลกรัม,เดือน เม.ย. 2569 ลดเหลือ 935 กิโลกรัม ขณะที่ตัวเลขล่าสุดในเดือน พ.ค. 2569 เหลือเพียง 719 กิโลกรัม/เดือนเท่านั้น
ส่วนมาตรการที่ให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รายงานกรณีมีการ “ถอนเงินสด” เกิน 5 ล้านบาท ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยต้องแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนถอนทุกครั้ง พบว่า หลังจากบังคับใช้ไปตอนช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2569 ล่าสุดธุรกรรมลดลงกว่าร้อยละ 30 ทั้งในแง่ "จำนวนรายการ" และ "มูลค่าการถอนเงินสด"
จากเดิมค่าเฉลี่ยช่วงไตรมาสแรกปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ค่าเฉลี่ยของจำนวนรายการที่ถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท อยู่ที่ 8,961 รายการ และมูลค่าอยู่ที่96,942 ล้านบาท โดยพบว่าช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 หรือช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ค่าเฉลี่ยลดลงเหลือ 6,030 รายการ หรือร้อยละ 33 และมูลค่าเหลือ 65,873 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 32 เท่านั้น
ดังนั้น ตัวเลขที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งปริมาณการถอนทองคำแท่งที่ดิ่งลงจากหลัก 4,000 กิโลกรัมเหลือเพียง 700 กว่ากิโลกรัม และมูลค่าการถอนเงินสดก้อนใหญ่ที่หายไปกว่า 30,000 ล้านบาทภายในไตรมาสเดียว
สะท้อนให้เห็นว่า "ยาแรง" ของ ธปท. เริ่มออกฤทธิ์ได้ตรงจุด มาตรการอุดช่องโหว่แพลตฟอร์มทองคำและสแกนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ไม่เพียงแต่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการเก็งกำไรในตลาด
แต่กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มทุนนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูว่า เม็ดเงินสีเทาเหล่านี้จะดิ้นรนไปสู่ช่องทางใหม่ช่องทางใด
อย่างไรก็ตามเพื่อยกระดับมาตรการสกัดกั้นเส้นทางเงินนอกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ หรือในเดือน ต.ค.นี้
ธปท. จะออกมาตรการใหม่ให้ครอบคลุมทั้งขา "ฝากเงินสด" และพฤติกรรม "แลกเปลี่ยนธนบัตร" มูลค่าสูงเกิน 5 ล้านบาทเช่น การนำธนบัตร 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาขอแลกเป็นธนบัตร 100 บาท หรือ 500 บาท
โดยผู้ทำธุรกรรมจะต้องรายงาน และชี้แจงที่มาของเงิน รวมถึงเหตุผลในการแลกอย่างชัดเจน ต่อธนาคาร
ดังนั้นมาตรการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การสกัดกั้นธรรมดา แต่คือการกดดันให้เม็ดเงินมืดนอกกฎหมายขยับตัวได้ยากที่สุด และส่งสัญญาณชัดเจนว่าระบบการเงินไทยกำลังยกระดับการตรวจจับขั้นสูงสุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนเทาอีกต่อไป
นอกจากนี้ กำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการกำกับดูแลการซื้อขายในส่วนที่เป็นเงินดิจิทัล หรือ การเข้าไปกำกับการซื้อขาย USDT หรือคริปโตเคอร์เรนซี ประเภท Stablecoin ที่ช่วงที่ผ่านมา มีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ
โดยหากใช้ Data Analytics เข้าไปจับ จะเห็นธุรกรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผย หรือเลี่ยงการโอนเงินตามระบบปกติอย่างชัดเจน
โดยธปท.จะเข้าไปจัดระเบียบบางอย่างที่เห็นชัดเจนว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลโดยการไม่โอนเงินตามระบบปกติ ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของ ก.ล.ต. ที่เราเข้าไปช่วยสนับสนุนข้อมูล
ขณะเดียวกัน ยังได้ขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ให้เฝ้าระวังบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติในช่วงกลางคืน เช่น มีเงินโอนเข้าเป็นเลขตัวกลม 500 บาท, 1,000 บาท, 20,000 บาท อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า เป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยธนาคารมีอำนาจในการระงับ และปิดบัญชีเหล่านั้นทันที ซึ่งปัจจุบันมีการสั่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวนเป็นพันบัญชี
ขณะที่มาดูฝั่งกระทรวงการคลัง นาย "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเงินที่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”และ “มิจฉาชีพ” หลอกไปจากประชาชนนั้น แทบไม่เคยอยู่นิ่งที่เดียว
แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอย เริ่มจากโอนเข้าบัญชีธนาคารหนึ่ง แล้วโอนต่อไปยังอีกบัญชีหนึ่งอย่างรวดเร็ว
จากนั้นแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ตรวจสอบยากขึ้น บางส่วนนำไปซื้อทองคำเพราะซื้อขายง่ายและแปลงเป็นเงินสดคืนได้เร็ว และสุดท้ายมักไหลผ่านบริษัทที่จดทะเบียนไว้บังหน้า ก่อนจะออกนอกประเทศไป
อย่างไรก็ตามปัญหาที่ผ่านมาคือ หน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมทางการเงินแต่ละช่วงของเส้นทางนี้ต่างคนต่างเก็บข้อมูล
ดังนั้นที่ประชุมเห็นชอบแนวทางในการปิดช่องโหว่ เส้นทางธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายเพื่อเชื่อมข้อมูลให้เป็นเส้นเดียวกันผ่านระบบ Consentdriven Hub for Exchange of Compliance Knowledge and Encrypted Data (CHECKED)
ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ธนาคาร บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล ร้านทองและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลถึงกันได้ โดยมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างรัดกุม แลกเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและได้รับความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องถูกเปิดเผยโดยไม่จำเป็น
หลังจากก่อนหน้านี้มี 4 มาตรการที่เป็น การปิดช่องโหว่ทีละจุดตามลำดับเส้นทางที่ธุรกรรมผิดกฎหมายมักไหลผ่านจริง ผ่านระบบ CHECKED ประกอบด้วย
1.ปิด ช่องทางร้านทอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรายงานการซื้อขายที่เป็นสกุลเงินบาท
และให้สถาบันการเงินตรวจสอบความเสี่ยงลูกค้าที่มาซื้อทองคำปริมาณมากผิดปกติ
2.ปิดช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสำนักงาน ก.ล.ต.กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนถึงกันทุกครั้ง (Travel Rule) เพื่อไม่ให้เงินดิจิทัลกลายเป็นจุดที่ตามรอยไม่ได้
3.เร่งความเร็วในการแจ้งเตือน โดยสำนักงาน ปปง.เร่งให้ผู้ประกอบธุรกิจราย งานธุรกรรมผิดปกติทันทีผ่านระบบอิเล็ก ทรอนิกส์
และ 4.ปิดช่องทางนอมินี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบเข้มงวด บริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมถือหุ้น หรือเป็นกรรมการที่มีลักษณะเสี่ยงเป็นนอมินี เพื่อไม่ให้เป็นปลายทางสุดท้ายที่ฟอกเงินให้ดูสะอาดก่อนออกนอกประเทศ
อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของทุนข้ามชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดเผยตัวเลขจากการวิเคราะห์ข้อมูลทะเบียนธุรกิจ ผู้ถือหุ้น งบการเงิน และข้อมูลจากสำนักงานบัญชี
ซึ่งพบว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบเกือบ 120,000 ราย ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นระหว่างร้อยละ 0.01 - 49.99
โดยหน่วยงานได้โฟกัสไปที่กลุ่มที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นใกล้เพดาน ร้อยละ 40 - 49.99 ใน 16 จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย 1.ชลบุรี 2.สุราษฏร์ธานี 3.ภูเก็ต 4.กระบี่ 5.พังงา 6.ประจวบคีรีขันธ์ 7.เชียงใหม่ 8.เชียงราย
9.แม่ฮ่องสอน 10.ระยอง 11.กรุงเทพมหานคร 12.สมุทรปราการ 13.สมุทรสาคร 14.นครปฐม 15.นนทบุรี 16.ปทุมธานี
โดย 10 จังหวัดแรกพบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงมาก 18,720 ราย และเสี่ยงสูง 14,118 ราย
ส่วนอีก 6 จังหวัดกรุงเทพ และปริมณฑล พบกลุ่มเสี่ยงสูงมาก 7,579 ราย และเสี่ยงสูง 1,752 ราย
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการตั้งบริษัทใหม่กว่า 18,246 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มเสี่ยงถึง 3,270 ราย ที่อาจมีการสนับสนุนให้นอมินีเข้ามาถือหุ้น
โดยชาวต่างชาติที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วยหลายสัญชาติ เช่น จีน , อังกฤษ, อินเดีย, ฝรั่งเศส, สิงคโปร์, รัสเซีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่แยบยลขึ้น เช่น การจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย 100% ในตอนแรกเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบตามคำสั่งเดิมที่เน้นตรวจบริษัทต่างชาติ จากนั้นจึงทยอยเปลี่ยนตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติในภายหลัง
อย่างไรก็ตามเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมฯ จะมีการออกคำสั่งใหม่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญคือ
1. เรียกดู Statement จากธนาคาร ทั้งในส่วนของคนไทยที่ร่วมลงทุนกับชาวต่างชาติ และกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่รับเงินลงทุน
2. ตรวจสอบความสอดคล้อง เพื่อพิสูจน์ว่ามีการนำเงินมาลงทุนจริงในสัดส่วนที่เหมาะสมและช่วงเวลาที่ถูกต้องหรือไม่ หากข้อมูลไม่สอดคล้องกัน นายทะเบียนจะปฏิเสธการจดทะเบียนทันที
3. คุมเข้มการเปลี่ยนโครงสร้าง คำสั่งนี้จะครอบคลุมถึงบริษัทที่เคยเป็นไทย 100% แล้วเปลี่ยนมาเป็นบริษัทต่างชาติในภายหลังด้วย
ดังนั้นจึงขอเตือนไปยังผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งนักบัญชีที่มีกว่า 80,000 ราย และทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายอีกกว่า 90,000 ราย ให้หยุดพฤติกรรมการสนับสนุนหรือชี้ช่องทางการจดทะเบียนนอมินี
เนื่องจากเอกสารทางกฎหมายเป็นภาษาไทย ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการเองได้หากไม่มีคนไทยให้ความช่วยเหลือ
และมาตรการที่จะใช้ต่อไปนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังขบวนการนอมินีและผู้ร่วมขบวนการชาวไทยทุกคน ซึ่งการงัดยาแรงทั้งการสแกนเส้นทางการเงิน (Statement) เช็กยิบความสมเหตุสมผลของสัดส่วนทุน
ไปจนถึงการอุดช่องโหว่กลุ่มบริษัทที่แปรสภาพภายหลัง คือ การปิดประตูตายไม่ให้ทุนเทาเข้ามาสวมสิทธิ์ทำมาหากินบนแผ่นดินไทยได้ง่ายๆ อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
