ก.ล.ต.-ตลท.-บีโอไอ ดัน BOI to IPO ปั้นหุ้น "7 นางฟ้า ไทยสไตล์"

หลังจากโครงการ BOI to IPO ถูกขับเคลื่อนมาในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อ 17 ก.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ),ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)อย่างเป็นทางการ นับเป็นดีลความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะส่งเสริมการระดมทุนของผู้ประกอบการเป้าหมาย โดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรมที่เป็น New Economy ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการลงทุนในโครงการนอกจากจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้นแล้ว
ยังทำให้ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทมีบริษัทที่เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่มีเทคโนโลยี ที่จะมาเพิ่มความน่าสนใจของนักลงทุน เพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) เพิ่มทางเลือกการลงทุนให้นักลงทุนไทยแล้ว ยังทำให้เกิดการปรับกระบวนการและหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้ใช้ระยะเวลาสั้นลงโดยไม่กระทบคุณภาพบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนด้วย
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ด BOI กล่าวว่า เศรษฐไทยกำลังอยู่ในทิศทางการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจยุคเก่าด้วยการลงทุน และโครงการ BOI to IPO ถือว่ามาถูกที่ ถูกเวลา ซึ่งจะเป็นปุ๋ยสูตรพิเศษที่เข้ามาหนุนการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยในระยะถัดไป
นอกจากนี้ หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีหุ้น "7 นางฟ้า" หรือ Magnificent 7 เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศประเทศไทยเราเองก็จำเป็นต้องเร่งสร้างและหานางฟ้าในตลาดหุ้นไทยขึ้นมาเช่นกัน และที่ผ่านมา BOI เปรียบเสมือนผู้หว่าน "เมล็ดพันธุ์ใหม่" ผ่านเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงแล้วกว่า 5.3 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
แต่การจะทำให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เจริญเติบโตและ"หยั่งรากลึกลงไป" ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องพึ่งพากลไกของตลาดทุนเป็นสำคัญ ดังนั้น โครงการ BOI to IPO จึงถูกออกแบบมาเพื่อดึงบริษัท New Economy ทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชิป PCB, AI Supply Chain, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนดิจิทัล ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
โดยมีการเปิด Track พิเศษ ด้วยสิทธิประโยชน์ออนท็อปยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 3 ปี หรือลดหย่อนภาษี 50% เพิ่ม 5 ปี สำหรับกลุ่ม New Economy ควบคู่ไปกับการปรับเกณฑ์การ listing หรือการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยของ ก.ล.ต. และ ตลท. เพื่อจูงใจให้บริษัทชั้นนำ-ที่เข้ามาลงทุนในไทยเหล่านี้ตัดสินใจมาระดมทุนในไทย ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการถือหุ้น และแบ่งปันผลกำไรจากการเติบโตของ New Economy ไปพร้อมกัน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ BOI to IPO ระหว่าง บีโอไอ ,ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานก.ล.ต.เป็นการเชื่อมต่อเครื่องมือของทั้ง 3 หน่วยงาน โดยบีโอไอเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ
ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงมาระดมทุนในประเทศไทย เพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ในเบื้องต้นมีหลายกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ สนใจเข้ามา IPO แล้วหลายรายในหล่กหลายกลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์,PCB (แผ่นวงจรพิมพ์) //หุ่นยนต์ฮิวแมนนอย กลุ่มเทคโนโลยีอาหาร ฯลฯ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย
สำหรับ บริษัทที่เข้าโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 3 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ
นอกจากนี้ บีโอไอยังยืนยันว่าแม้จะดึงดูดธุรกิจใหม่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ลืมพัฒนธมิต่เดิมที่มาลงทุนในไทยอย่างยาวนานอย่างประเทศญี่ปุ่น ยังลงทุนในไทยต่อเนื่องไม่ได้มีสัญญาณจะทิ้งหรือย้ายฐานจาไทยแต่อย่างใด
เลขาธิการ บีโอไอ ยืนยันว่า “ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึันต่อเนื่องทุกปี และตัวเลขการลงทุนปี 2568 มีการขอ บีโอไอ มากกว่า 300 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงิน 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น 4 รายยังเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง ซึ่งโครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท"
ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.เดินหน้าบทบาทเชิงรุกเพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศตลาดทุน ซึ่งในด้านกระบวนการ ก.ล.ต. ได้มีการปรับปรุงขั้นตอนพิจารณาคำขอ IPO เพื่อลดระยะเวลาพิจารณาในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 147 วันให้กระชับขึ้นเหลือประมาณ 90-100 วัน ซึ่งได้พูดคุยประเด็นสำคัญกับบริษัทและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ล่วงหน้าก่อนยื่นคำขอ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มทดลองผ่านโครงการ Sandbox มีบริษัทสนใจเข้าร่วมกระบวนการแล้ว 3 ราย ซึ่งหลักเกณฑ์ที่จะรองรับโครงการ BOI to IPO พร้อมเดินหน้าได้ทันที
ขณะเดียวกัน ในด้านเกณฑ์การพิจารณา ก.ล.ต.ได้ปรับเปลี่ยนสู่นโยบาย Disclosure-based ที่เน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนเพื่อการคุ้มครองผู้ลงทุน และได้อนุมัติเกณฑ์พิเศษสำหรับกลุ่ม BOI to IPO ในอุตสาหกรรม New Economy เช่น การปรับลดมูลค่าราคาพาณิชย์/มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ขั้นต่ำสำหรับ IPO จากเดิม 7,500 ล้านบาท เหลือเพียง 3,000 ล้านบาท ,ปรับลดระยะเวลาผลการดำเนินงาน (Track Record) เหลือเพียง 1 ปี (จากปกติ 3 ปี)
,ลดสัดส่วนรายได้หลักจากอุตสาหกรรมเป้าหมายเหลือขั้นต่ำ 30% จากผลดำเนินงานปีแรก แต่แม้กระบวนการจะกระชับขึ้น แต่ ก.ล.ต. ยังมุ่งเน้นการดึงบริษัทที่มี "คุณภาพ" เข้ามามากกว่าจะเพิ่มเพียงจำนวนราย เพื่อให้บริษัทสามารถระดมทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ BOT to IPO เป็นความร่วมมือในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่จะสร้าง "4 Big Wins" ให้กับประเทศ ได้แก่
1. Win สำหรับภาคธุรกิจ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระดมทุนเพื่อการเติบโต 2. Win สำหรับนักลงทุน ที่ได้เข้าถึงโอกาสการเติบโตของ New Economy 3. Win สำหรับตลาดทุนไทย ที่จะเกิดปรากฏการณ์สโนว์บอล (Snowball Effect) เพิ่มความคึกคักและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกการลงทุนและถ้าเอิร์นนิ่งโต ก็จะมีส่วนช่วยให้เงินออมโตดีขึ้นด้วย และ 4. Win สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่ม GDP เพื่อลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
และเพื่อให้กรอบการทำงานเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ( Task Force ) ร่วม เพื่อออกไปพบปะ คัดเลือก และเจรจากับบริษัทเป้าหมายโดยตรง โดยปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมายที่จะไปดีลมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแล้วราว 10 บริษัทที่จะเข้าไปพูดคุย ควบคู่ไปกับการที่ ตลท. ยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียม และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน CMDF ช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการทำ IPO ดังนั้น จึงคาดว่าการเข้ามา IPO หุ้นตัวแรกของโครงการฯน่าจะชัดเจนได้ภายในช่วงปลายปี 2570 นักลงทุนไทยจะได้เห็นความชัดเจนที่บริษัท New Economy เข้ามาจดทะเบียนและซื้อขายบนกระดานหุ้นไทยอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังจะเตรียมเดินทางไปร่วมโรดโชว์ประเทศไทยที่สหรัฐฯ ร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรีด้วย ส่วนประเด็นที่ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพื่อให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลรวม 28 ราย/กลุ่ม ที่มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีชื่อของอดีตนักการเมืองไทยด้วยนั้น
ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าจะไม่กระทบความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มองว่าน่าจะเป็นผลกระทบชั่วคราวจากประเด็นธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น จึงทำให้มีความผันผวนขายทำกำไรออกไปบ้างเพื่อปรับสินทรัพย์การลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการลงทุน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
