รีเซต

คนไทยแบก "หนี้ก้อนเล็ก" ยอดค้างชำระพุ่ง! สำรวจตัวเองด่วน เป็นหนี้กี่บัญชี?

คนไทยแบก "หนี้ก้อนเล็ก" ยอดค้างชำระพุ่ง! สำรวจตัวเองด่วน เป็นหนี้กี่บัญชี?
TNN ช่อง16
14 กรกฎาคม 2569 ( 08:00 )
17

เมื่อ "หนี้" ก้อนเล็ก กำลังท่วมหัวคนไทย เฉลี่ย 1 คน = ผ่อน 4 บัญชี จะหาทางออกให้คนไทยได้อย่างไร?


เป็นหนี้ก้อนเล็ก...แต่ทำไมกลายเป็นปัญหาใหญ่


หลายคนอาจเคยคิดว่า กู้เงินไม่กี่พันหรือไม่กี่หมื่นบาทคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เดี๋ยวก็ผ่อนหมด แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนไทยในวันนี้ คือหนี้ก้อนเล็กเหล่านี้กำลังสะสมจนกลายเป็นภาระก้อนใหญ่


เราไม่ได้เป็นหนี้เพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถเหมือนในอดีต แต่กำลังเป็นหนี้เพื่อใช้ชีวิตประจำวัน ซื้อของกินของใช้ หมุนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และบางครั้งก็ต้องกู้เงินก้อนใหม่เพื่อประคองให้ผ่านเดือนนี้ไปได้


คำถามคือ เรื่องนี้รุนแรงแค่ไหน และกำลังส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย


รายได้โตไม่ทันรายจ่าย คนไทยจึงต้องกู้มากขึ้น


ข้อมูลล่าสุดจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ร่วมกับศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า แม้มูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเหมือนในอดีต แต่จำนวน "บัญชีหนี้" กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


ข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า

* หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท

* จำนวนบัญชีสินเชื่อ 98.7 ล้านบัญชี

* เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 12.82 ล้านบัญชี

* แต่มูลค่าหนี้รวมเพิ่มขึ้นเพียงราว 60,000 ล้านบาท


ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า คนไทยไม่ได้กู้เงินก้อนใหญ่ขึ้น แต่กำลังกู้เงินก้อนเล็กหลายก้อนมากกว่าเดิม


พูดอีกอย่างคือ ภาระหนี้ไม่ได้หนักขึ้นเพราะยอดหนี้ต่อบัญชีสูงขึ้น แต่หนักขึ้นเพราะแต่ละคนมีหนี้หลายบัญชีพร้อมกัน


คนไทย 1 คน ผ่อนเฉลี่ย 4 บัญชี


ดร.ลักษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ NCB ระบุว่า คนวัยทำงานอายุประมาณ 20-60 ปี มีหนี้เฉลี่ยประมาณ 4 บัญชีต่อคน


นั่นหมายความว่า คนหนึ่งคนอาจไม่ได้ผ่อนแค่บ้านหรือรถอีกต่อไป แต่กำลังผ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อดิจิทัล ผ่อนโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่การซื้อสินค้าผ่านบริการ Buy Now Pay Later ที่สามารถกดซื้อวันนี้แล้วทยอยจ่ายในอนาคต


การผ่อนแต่ละรายการอาจดูไม่มาก แต่เมื่อรวมกันหลายบัญชี ภาระรายเดือนก็เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว


จาก "หนี้สร้างทรัพย์" สู่ "หนี้เพื่อเอาตัวรอด"


นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโครงสร้างหนี้ไทย


ในอดีต การกู้ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์ เช่น บ้านหรือรถยนต์ แต่วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง หมุนเงิน และรักษาระดับการใช้ชีวิต


หากดูตามจำนวนบัญชีสินเชื่อ

* สินเชื่อส่วนบุคคล 39.28%

* บัตรเครดิต 24.68%

* นาโนไฟแนนซ์ 7.77%

* เช่าซื้ออื่น 6.75%

* สินเชื่อรถยนต์ 5.97%

* สินเชื่อบ้าน 3.53%


แม้หนี้บ้านยังมีสัดส่วนสูงที่สุดในเชิงมูลค่า คิดเป็น 38.53% ของหนี้ทั้งหมด แต่ในแง่ "จำนวนคนที่กู้" สินเชื่อส่วนบุคคลกลับกลายเป็นรูปแบบหนี้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และกำลังเข้ามาแทนที่สินเชื่อรถยนต์


ภาพนี้สะท้อนว่า คนไทยกำลังพึ่งพาหนี้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ


สิ่งที่น่ากังวล ไม่ใช่ยอดหนี้ แต่คือคุณภาพของหนี้


ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้รวม แต่คือคุณภาพของหนี้


ข้อมูลของ NCB พบว่า การค้างชำระของสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นเกือบ 20% และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง


ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแพลตฟอร์มออนไลน์และอีคอมเมิร์ซที่ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อง่ายกว่าเดิม


เพียงไม่กี่นาที ผู้บริโภคก็สามารถซื้อโทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมเลือกผ่อนรายเดือนได้ทันที


เมื่อยอดผ่อนแต่ละรายการไม่สูง ผู้บริโภคจึงไม่รู้สึกว่ากำลังก่อหนี้ก้อนใหญ่ แต่เมื่อสะสมหลายบัญชีเข้าไว้ด้วยกัน ภาระรายเดือนกลับเพิ่มขึ้นจนเริ่มกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้


ทำไมเศรษฐกิจชะลอ คนกลับกู้มากขึ้น


คำอธิบายเรื่องนี้มีอยู่ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า "Consumption Smoothing"


แนวคิดนี้อธิบายว่า เมื่อรายได้ลดลงหรือเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ครัวเรือนจะพยายามรักษาระดับการใช้จ่ายเอาไว้ โดยนำเงินออมหรือการกู้ยืมเข้ามาทดแทน


ปัญหาคือ หากรายได้ไม่ฟื้น การกู้เพื่อประคองชีวิตก็จะกลายเป็นภาระที่สะสมต่อเนื่อง


หลายครัวเรือนจึงต้องกู้ใหม่เพื่อไปปิดหนี้เก่า เกิดเป็นวงจรที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Debt Cycling" หรือวงจรหนี้


เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ต้องนำไปชำระหนี้ เงินที่ควรใช้จับจ่ายในระบบเศรษฐกิจก็ลดลง ส่งผลให้การบริโภค การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแรงลงตามไปด้วย


ธนาคารโลกเคยชี้ว่า ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูง มักฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอได้ช้ากว่าประเทศที่ภาระหนี้อยู่ในระดับเหมาะสม เพราะรายได้ของประชาชนจำนวนมากถูกใช้ไปกับการชำระหนี้ แทนที่จะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ




ทางออก...ต้องแก้ทั้งรายได้และหนี้


ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองตรงกันว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่สามารถใช้มาตรการใดมาตรการหนึ่งได้ แต่ต้องทำพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ เพิ่มรายได้ แก้หนี้เดิม และป้องกันหนี้ใหม่


ธนาคารโลกเสนอว่า ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงควรเร่งยกระดับทักษะแรงงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเติบโต เพราะเมื่อรายได้เพิ่มเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ก็จะค่อย ๆ ลดลงอย่างยั่งยืน


ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เห็นว่าการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระ ควบคู่กับมาตรการเพิ่มรายได้ของประชาชน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบการเงินในระยะยาว


ความรู้ทางการเงิน...เกราะป้องกันหนี้ที่สำคัญ


อีกเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญคือการสร้าง "Financial Literacy" หรือความรู้ทางการเงิน


องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า ผู้ที่มีความรู้ด้านการเงิน มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า เพราะเข้าใจต้นทุนของดอกเบี้ย รู้จักวางแผนการใช้เงิน และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เกินกำลัง


สำหรับประชาชนทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำหลักง่าย ๆ คือ

* ไม่สร้างหนี้ใหม่เพื่อปิดหนี้เก่า หากยังไม่มีแผนชำระที่ชัดเจน

* หากเริ่มผ่อนไม่ไหว ควรรีบเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ก่อนกลายเป็นหนี้เสีย

* รักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดี

* พยายามให้ภาระผ่อนชำระรวมไม่เกิน 35-40% ของรายได้ต่อเดือน

หนี้ก้อนเล็ก...อาจเป็นสัญญาณใหญ่ของเศรษฐกิจไทย


หนี้ก้อนเล็กไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเกิดจากการวางแผนและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้


แต่เมื่อคนจำนวนมากเริ่มมีหนี้หลายบัญชีพร้อมกัน เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่าการสร้างสินทรัพย์ นั่นสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมการใช้เงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่รายได้ของคนจำนวนมากยังโตไม่ทันค่าครองชีพ


นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของแต่ละครอบครัว แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เพราะหากรายได้ไม่เพิ่ม แต่ภาระหนี้ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะยิ่งเป็นเรื่องยาก


สุดท้ายแล้ว ทางออกที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่การทำให้คนกู้น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนไทยมีรายได้มากพอที่จะไม่จำเป็นต้องกู้เพื่อใช้ชีวิตในแต่ละเดือนอีกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง