ไทยรักอีวีจีน? นำเข้าพุ่งสูงสุดอันดับ 4 ของโลก เป็นได้แค่ตลาดหรือปั้นฐานการผลิต?

ไทยนำเข้าอีวีจีนอันดับ 4 ของโลก แค่ตลาดหรือฐานผลิต?
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่างชัดเจน หลังยอดนำเข้า EV จากจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไทยขึ้นแท่นเป็น อันดับ 4 ของโลก ในการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน
ทุกคนคิดว่าคนไทยใช้รถ EV หรือรถไฟฟ้าเยอะขึ้นหรือเปล่า ลองสังเกตกันด้วยตัวเองก็ได้ว่า วันนี้เราเห็นรถ EV กี่คันแล้ว โดยเฉพาะ EV จากประเทศจีน แต่ที่แน่ ๆ คือ ยอดการนำเข้าจากจีนของไทยเราไม่ธรรมดา เพราะขึ้นแท่นกลายเป็นเบอร์ 4 ของโลกในการนำเข้า EV จากประเทศจีนไปแล้ว
เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะไม่ได้สะท้อนแค่ว่า “คนไทยซื้อรถจีนเยอะขึ้น” แต่กำลังบอกว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสนามสำคัญของการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก
แล้วคำถามคือ ทำไมต้องเป็นไทย? ทำไมรถจีนถึงเข้ามาเยอะขนาดนี้? และที่สำคัญที่สุด เราได้อะไรจากเรื่องนี้?
ไทยนำเข้า EV จีนพุ่ง 107% ขึ้นอันดับ 4 ของโลก
ข้อมูลจากกรมศุลกากรจีน รายงานว่า เฉพาะเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จีนส่งรถยนต์ไฟฟ้าเข้าประเทศไทยถึง 17,718 คัน เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปีก่อน และถ้านับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนสิงหาคม ไทยนำเข้า EV จากจีนไปแล้วประมาณ 166,693 คัน เพิ่มขึ้นถึง 107%
ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่ข่าวที่บอกเราว่า “คนไทยซื้อรถจีนเยอะขึ้น” แต่ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนว่า ตลาดไทยกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในเกมรถยนต์ไฟฟ้าของโลก
EV จีนยังโตแรงทั่วโลก ไทยเป็นตลาดที่มาแรง
อีวีจีนยังคงมาแรงในระดับโลก ยอดส่งออกยังโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนไทยแม้จะไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นตลาดที่มาแรงอย่างมาก ล่าสุดยอดส่งออกรถ EV ของจีนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พุ่งไปสู่ระดับ 284,622 คัน เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่งผลให้ยอดส่งออกสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม พุ่งสูงถึง 2.11 ล้านคันขยายตัวเพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ถามว่าอันดับ 1 คือใคร?
ในเดือนสิงหาคม คำตอบคือ
อันดับ 1 คือ เบลเยียม ประมาณ 32,538 คัน
อันดับ 2 คือ ออสเตรเลีย 22,067 คัน
อันดับ 3 คือ บราซิล 20,154 คัน
อันดับ 4 คือ ประเทศไทย 17,718 คัน
อันดับ 5 คือ สหราชอาณาจักร 17,297 คัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขเดือนเดียวคือ ยอดสะสมของไทยโตถึง 107% เรียกง่าย ๆ ว่า ตลาดไทยกำลังโตเร็วมาก และนี่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนสองเดือน เพราะประเทศไทยเป็นตลาดที่ EV เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า ปี 2025 ยอดขายรถ EV ในไทยอยู่ที่ประมาณ 140,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 70% จากปีก่อน และคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในประเทศ
ที่สำคัญคือ รถ EV ที่ผลิตในจีนขายดีมาก โดยรถ EV ที่ผลิตในจีนมีสัดส่วนประมาณ สามในสี่ของตลาด EV ไทยในปี 2025
ตลาดจีนชะลอ แต่ส่งออกโตแรง
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ตลาดรถยนต์ในประเทศจีนกำลังชะลอตัว แต่การส่งออกกลับเติบโตแรง Reuters รายงานว่า เดือนสิงหาคม ยอดขายรถยนต์นั่งในจีนลดลง 23.7% จากปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งกลับเพิ่มขึ้นถึง 77.5% แตะประมาณ 894,000 คัน
พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อการแข่งขันในตลาดจีนสูงขึ้น และยอดขายในประเทศชะลอตัว ผู้ผลิตรถจีนจึงต้องมองออกไปนอกประเทศมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่แค่ “รถจีนเข้ามาขายในไทย” แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่ผู้ผลิตจีนกำลังขยายตลาดไปทั่วโลก
ทำไม “ไทย” ถึงเปิดรับรถจีนเร็ว?
คำถามต่อมาคือ ทำไมประเทศไทยถึงกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของรถ EV จีน? คำตอบไม่ได้มีแค่เพราะคนไทยชอบรถไฟฟ้า แต่รัฐบาลเองก็มีมาตรการส่งเสริม EV ทั้งเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมาตรการด้านการนำเข้า แต่เป้าหมายไม่ได้มีแค่ “อยากให้คนไทยใช้รถไฟฟ้า” เท่านั้น
รัฐบาลต้องการดึงผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศด้วย นี่คือหัวใจสำคัญของมาตรการ EV ของไทย เพราะรัฐบาลไม่ได้อยากให้ไทยเป็นเพียง ตลาดซื้อรถ แต่อยากให้ไทยเป็น ฐานผลิต EV ด้วย
IEA ระบุว่า มาตรการ EV ของไทยในช่วงที่ผ่านมาเชื่อมโยงการสนับสนุนการนำเข้ากับเงื่อนไขการผลิตในประเทศ และทำให้สัดส่วนรถ EV ที่ผลิตในไทยเพิ่มขึ้น จากประมาณ 5% ของตลาดในปี 2024 เป็นราว 20% ในปี 2025
ดังนั้น ภาพที่เราเห็นวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่รถจีนที่นำเข้ามาขาย แต่ไทยก็กำลังเริ่มมีโรงงานจากผู้ผลิตจีนเข้ามาตั้งในประเทศด้วย
จาก “รถจีน” สู่ “โรงงานจีน” ไทยจะได้อะไร?
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเกม EV ไม่ได้จบแค่ตอนที่เราซื้อรถหนึ่งคัน ถ้ารถหนึ่งคันผลิตจากจีนทั้งหมด เงินส่วนใหญ่ของมูลค่ารถก็เกิดขึ้นนอกประเทศ
แต่ถ้าผู้ผลิตเข้ามาตั้งโรงงานในไทย เกมจะเปลี่ยนทันที เพราะจะเกิดทั้งโรงงานประกอบรถ การจ้างงาน การซื้อชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ ศูนย์บริการ สถานีชาร์จ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกเป็นห่วงโซ่
เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่ว่า “รถจีนเข้ามาเยอะไปหรือเปล่า?”
แต่ต้องถามต่อว่า รถจีนที่เข้ามา กำลังช่วยอะไรคนไทยบ้าง มาช่วยจ้างงาน สร้างรายได้ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรในประเทศไทยบ้างหรือไม่
เกมใหม่ของจีน บุกตลาดต่างประเทศผ่านฐานผลิต
เกมใหม่ของจีนตอนนี้ คือ ผู้ผลิตไม่ได้แค่ส่งรถออกไปขายต่างประเทศ แต่กำลังมองหาฐานการผลิตในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เหตุผลหนึ่งคือ หากรถจีนผลิตอยู่ในประเทศจีนแล้วส่งออกอย่างเดียว ก็ต้องเจอกับภาษีนำเข้า มาตรการกีดกันทางการค้า ต้นทุนขนส่ง และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า แต่ถ้าเข้าไปตั้งโรงงานในประเทศปลายทาง ก็สามารถเข้าใกล้ตลาดมากขึ้น และอาจช่วยลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าได้
ดังนั้น โรงงานรถจีนจึงกำลังบุกไปในต่างประเทศ และไทยก็ไม่ตกขบวน เพราะประเทศไทยกำลังปักหมุดอยู่บนแผนที่ฐานการผลิต EV เช่นกัน
คนไทยได้อะไรจากการแข่งขัน EV ครั้งนี้?
แน่นอนว่า ฝั่งคนซื้อรถน่าจะเห็นประโยชน์ได้ชัดที่สุด เพราะเมื่อมีผู้เล่นเข้ามาหลายราย การแข่งขันก็สูงขึ้น มีรถหลายระดับราคาให้เลือก เทคโนโลยีถูกนำเข้ามาเร็วขึ้น โปรโมชั่นมากขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขันที่รุนแรงก็สร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตรถรายเดิมต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและราคา และนี่กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แบรนด์ญี่ปุ่น แต่รวมถึงผู้ผลิตรถจากเกาหลี ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ไทยจะเป็นแค่ “ตลาด” หรือก้าวสู่ “ฐานผลิต”?
ไทยนำเข้ารถ EV จีนขึ้นอันดับ 4 ของโลกแล้ว แต่หลังจากนี้เราจะผลิตเองได้มากน้อยแค่ไหน และการเข้ามาของผู้ผลิตจีนจะสร้างผลดีกับคนไทยและเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
นี่คือคำถามที่ต้องจับตาต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่จำนวนรถ EV ที่วิ่งอยู่บนถนนไทย แต่คือประเทศไทยจะเปลี่ยนจากตลาดของรถจีน ไปเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิต EV ระดับโลกได้มากแค่ไหน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
