น้ำท่วมเพิ่มแรงกดดันการลงทุน จับตาหนี้เสียเพิ่ม กระทบกำไร Bank–Finance

สถานการณ์อุทกภัยกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดหุ้นไทยต้องจับตา หลัง 2 โบรกเกอร์ประเมินผลกระทบที่เชื่อมโยงตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ไปจนถึงคุณภาพสินทรัพย์ของภาคการเงิน โดย บล.บัวหลวง เตือนว่า หากน้ำท่วมรุนแรงเกินคาดและขยายเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนโดยตรง ขณะที่ บล.กรุงศรี มองว่า ผลกระทบอาจส่งต่อมายังกลุ่มธนาคารและ Consumer Finance ผ่านค่าใช้จ่ายสำรองและหนี้เสีย
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลาก โดยเฉพาะหากน้ำท่วมขยายเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี และกาญจนบุรี เนื่องจากอาจกระทบระบบขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมมองว่า หากบริหารจัดการสถานการณ์ได้ไม่ดี อาจสร้างความเสียหายใกล้เคียงกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554
บล.บัวหลวงมองว่า ประเด็นดังกล่าวอาจมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยต้องติดตาม ปริมาณฝน การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และน้ำทะเลหนุน ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 65.37% และเขื่อนสิริกิติ์ 80.27%
ด้าน บล.กรุงศรี มีมุมมอง slightly negative ต่อกลุ่ม Bank และ Consumer Finance จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงวันที่ 24–27 กันยายน 2569 โดยกังวลผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ ทั้ง Credit Cost และ NPL
เบื้องต้น บล.กรุงศรีประเมินว่า หาก Credit Cost เพิ่มขึ้นทุก ๆ 0.05% จะทำให้กำไรสุทธิปี 2570F ของกลุ่ม Bank มี Downside 2.1% และกลุ่ม Consumer Finance 0.9% อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถาบันการเงินจะทยอยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งพักชำระหนี้ ลดค่างวดและดอกเบี้ย รวมถึงสินเชื่อเพิ่มเติมในอัตราพิเศษ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ได้
ทั้งนี้ บล.กรุงศรียังคงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่ม Bank และ Neutral ต่อกลุ่ม Consumer Finance โดยระบุ KBANK และ KTB เป็น Top Pick ของกลุ่ม Bank และ KTC เป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า น้ำท่วมอาจส่งผลต่อทั้งบรรยากาศการลงทุนและภาคการเงิน โดยตลาดต้องติดตามว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบจะขยายตัวมากน้อยเพียงใด รวมถึงการบริหารจัดการน้ำและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ว่าจะช่วยจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพสินทรัพย์ได้มากเพียงใด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
