คนไทย “เป็นหนี้เร็ว” แต่ “แก่ไปหนี้ไม่จบ” เร่งอุดรอยรั่วพฤติกรรมติดกับดักหนี้

คนไทยติดกับดักหนี้ รายจ่ายเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้
จากสถานการณ์หนี้ที่น่ากังวลของคนไทย ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุไว้ ว่าตั้งแต่ปี 2556 รายจ่ายเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ส่งผลให้คนไทยติดกับดักหนี้ 3 มิติสำคัญ
- หนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย 50% ของคนอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหนี้แล้ว และ 1 ใน 5 ของคนอายุ 29 ปีเป็นหนี้เสีย (NPL)
- หนี้ไม่สร้างรายได้ สัดส่วนหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่แก้ยาก
- หนี้จนตัวตาย คนไทยอายุ 60-79 ปี ยังแบกภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 3-4 แสนบาท ซึ่งหนี้เหล่านี้กำลังตกทอดสู่ลูกหลาน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ข้อมูลจากทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือน ก.พ.2569 จำนวน 6,469 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับภาระหนี้สินของประชาชนและแนวโน้มในอนาคต พบว่า สัดส่วนหนี้สินของประชาชนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 62.44 เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือน ก.พ.2568 ที่ร้อยละ 50.99 โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น การซื้อทรัพย์สิน และการลงทุน แต่ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น จากความไม่แน่นอนของรายได้และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของประชาชน
ผลสำรวจภาระหนี้สินประชาชนและแนวโน้มในอนาคต
พบว่า ปี 2569 สัดส่วนการเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.44 จากปี 68 ที่สัดส่วนร้อยละ 50.99 เหตุค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซื้อทรัพย์สิน และการลงทุน เผยกลุ่มพนักงานรัฐ เอกชน นักศึกษา มีหนี้ในระบบมากสุด กลุ่มเกษียณ รับจ้าง บริการ มีหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น คาดปี 69 คนไม่เน้นสร้างหนี้เพิ่ม แต่บางกลุ่มมีความจำเป็นต้องสร้างหนี้ จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม และชำระหนี้ที่ค้าง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐ พนักงานเอกชน และนักศึกษา เป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนหนี้ในระบบมากที่สุด ที่ร้อยละ 89.09 82.71 และ 80.28 ตามลำดับ
ขณะที่กลุ่มเกษียณอายุและไม่ได้ทำงาน และกลุ่มอาชีพรับจ้างและบริการอิสระเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับการพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาท เป็นกลุ่มรายได้ที่มีสัดส่วนหนี้สินมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มรายได้ระหว่าง 10,001–50,000 บาท โดยหนี้สินร้อยละ 78.86 มีลักษณะหนี้สินเป็นหนี้ในระบบ ตามมาด้วยหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบที่ร้อยละ 13.72 และหนี้นอกระบบ ที่ร้อยละ 7.43 แต่กลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,000–10,000 บาท เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้นอกระบบและหนี้ในทั้งสองระบบมากที่สุด
ประเภทของหนี้สิน
พบว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงิน ยังเป็นสัดส่วนหนี้สินที่ประชาชนมีสัดส่วนมากที่สุด ที่ร้อยละ 23.23 ตามมาด้วยบัตรเครดิต การผ่อนชำระหรือขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกู้สหกรณ์ ที่ร้อยละ 19.90 ร้อยละ 12.90 และ ร้อยละ 12.87 ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาแยกตามอายุ พบว่า ประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี มีสัดส่วนหนี้สินจากการผ่อนชำระและขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-29 ปี ที่มีสัดส่วนการมีหนี้สินในลักษณะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 27.25
ขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนหนี้สินเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินมากที่สุด และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นักศึกษามีสัดส่วนการมีหนี้สินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากที่สุดที่ร้อยละ 31.55 รองลงมาด้วยหนี้สินจากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
ทางด้านการผ่อนชำระต่อเดือน
พบว่า ประชาชนส่วนมากมีการผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 38.91 ตามมาด้วยไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 34.59 และการชำระเงิน 10,000–30,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 19.29 โดยยิ่งระดับรายได้สูงขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มในการชำระหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรับภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับรายได้
สาเหตุของหนี้สิน
พบว่า ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ประชาชนมีการสร้างภาระหนี้สินมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 29.06 และตามมาด้วยการซื้อสินทรัพย์ อาทิ ที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ที่ร้อยละ 25.83 และการสร้างหนี้เพื่อการลงทุน ที่ร้อยละ 13.45 แต่เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี และกลุ่มที่อายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนการสร้างหนี้มาจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เพิ่มมากขึ้นสูงที่สุด ที่ร้อยละ 37.88 และ 24.88 ตามลำดับ
ขณะที่กลุ่มอายุอื่น ๆ มีสาเหตุหนี้มาจากการซื้อสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท มีสัดส่วนการสร้างหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มรายได้ตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนการซื้อสินทรัพย์เป็นสาเหตุของหนี้สินมากที่สุด
สำหรับการลงทุน พบว่า กลุ่มที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจะยิ่งมีสัดส่วนหนี้สินจากการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่กลุ่มรายได้ ต่ำกว่า 10,000 บาท มีสัดส่วนการมีหนี้สินจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและรายได้ที่ลดลงมากกว่ากลุ่มรายได้อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินและความเสี่ยงในการสร้างหนี้ในอนาคตได้มากกว่า
“เป็นหนี้เร็ว – ชำระหนี้นาน - แก่ไปหนี้ไม่จบ” ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม
ทั้งนี้ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขานรับคำเตือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งแก้โจทย์คนไทย “เป็นหนี้เร็ว – ชำระหนี้นาน - แก่ไปหนี้ไม่จบ” ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม
ยกระดับมาตรการสร้างวินัยการเงิน หลังธนาคารแห่งประเทศไทย เตือน 50% ของคนไทย เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเกษียณไปแล้วก็ยังเป็นหนี้อยู่ กอช. เร่งใช้กลไกการออมยืดหยุ่นและเงินสมทบจากรัฐ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาวตามแนวทาง “รายได้ - เงินออม = รายจ่าย” หวังดึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบออกจากวงจรหนี้
รากเหง้าของปัญหาคือ “การขาดวินัย และขาดตัวช่วยการออมที่เหมาะสม”
กอช. แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยมองว่ารากเหง้าของปัญหาคือ “การขาดวินัย และขาดตัวช่วยการออมที่เหมาะสม” ดังนี้
1. ตัดวงจรหนี้เสียในกลุ่มเยาวชน
เพื่อแก้ปัญหาที่คนอายุ 29 ปี เริ่มเป็นหนี้เสีย กอช. เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน ใช้หลักการ “รายได้ - เงินออม = รายจ่าย” โดยออมกับ กอช. ขั้นต่ำเพียง 50 บาท ก่อนนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อสร้างนิสัย “หยุดคิดก่อนจ่าย” และป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายตามกระแสแพลตฟอร์ม หรือการผ่อนชำระสินค้าอุปโภคบริโภคเกินตัว
2. แก้โจทย์ “แก่ไปหนี้ไม่จบ” ด้วยบำนาญตลอดชีพ
จากข้อมูลพบว่า คนวัยเกษียณยังมีหนี้หลักแสน กอช. นำเสนอทางออกด้วยระบบเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกินปีละ 1,800 บาท เพื่อให้เงินออมงอกเงยชนะหนี้สิน เงินส่วนนี้จะเป็น “เงินบำนาญ” ที่ช่วยเพิ่มรายได้หลังอายุ 60 ปี ซึ่งจะเข้าไปช่วยบรรเทาภาระใช้จ่าย ทำให้สมาชิกไม่ต้องกู้ยืมเพิ่มในวัยชรา และไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ลูกหลาน
3. สร้างตัวช่วยในสภาวะรายจ่ายสูง
ตามที่ ธปท. เน้นย้ำเรื่องรายจ่ายที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าอาหาร กอช. จึงใช้นโยบาย “ออมยืดหยุ่น” ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง สมาชิกสามารถลดจำนวนเงินออมลงได้ตามความพร้อม แต่ไม่ควรงด เพื่อรักษาวินัยการเงินและรับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่แม้แต่ส้มตำยังผ่อนได้ วินัยการเงิน คือเกราะกำบังเดียวที่เรามี กอช. จึงขอเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมการการออมเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเริ่มเพียงหลักสิบ แต่ถ้าทำทันทีและต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนจากชีวิตที่ “รุงรังด้วยหนี้” เป็นชีวิตที่ “มั่งคั่งด้วยบำนาญ” ได้ในที่สุด
ช่องทางติดต่อแก้หนี้และขอคำปรึกษา : หมอหนี้เพื่อประชาชน (ธปท.)
คุณสมบัติผู้ขอรับบริการ :
- ลูกหนี้รายย่อย : สินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ
- ลูกหนี้ธุรกิจ : สินเชื่อเพื่อใช้สำหรับประกอบธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงร้าน และการซื้อวัตถุดิบโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว
ขั้นตอนการดำเนินงาน :
- เลือกประเภทหนี้ (หนี้ธุรกิจ หรือ หนี้รายย่อย)
- ลงทะเบียนขอรับคำปรึกษา
- รับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ตามเวลาที่นัดหมาย
การติดตามผล : สามารถติดตามผลการลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง
- ติดตามผลผ่านระบบแจ้งเตือนอีเมลที่ท่านลงทะเบียนไว้
- ติดตามผลผ่านทางเว็บไซต์ BOT กดเมนู “ช่วยเหลือร้องเรียน” เลือกตรวจสอบสถานะแล้วกดเลือกคำร้องที่ต้องการติดตามผล
คนส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมที่นำไปสู่การเริ่มเป็นหนี้ง่ายๆ ที่มักไม่รู้ตัว เช่น ใช้บัตรเครดิตเกินตัว หรือ หนี้จากการผ่อนสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและนักศึกษาจบใหม่ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและค่าครองชีพสูง
ยิ่งในยุคปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สิน สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีวินัยและรู้จักวางแผนการใช้จ่ายเงิน ว่ารายได้เท่านี้ ควรใช้จ่ายไปเท่าไหร่ ไม่ควรใช้จ่ายเกินตัวและสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น แค่เพียงเท่านี้ก็ทำให้สามารถหลุดพ้นจากการติดกับดักหนี้ได้
ข้อมูลอ้างอิงจาก กองทุนการออมแห่งชาติ และ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
