รีเซต

กินยาสตรีบำรุงเลือดดีจริงไหม ทำให้ประจำเดือนมาปกติใช่หรือไม่?

กินยาสตรีบำรุงเลือดดีจริงไหม ทำให้ประจำเดือนมาปกติใช่หรือไม่?
TNN ช่อง16
22 มกราคม 2569 ( 17:21 )
15

หมอดาว พญ.ฉัตรดาว จางวางกร (ว.40702) แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว และพิธีกรรายการ TNN Health ทางTNNช่อง16 คอบคำถามจากทางบ้าน เรื่อง การกินยาสตรีบำรุงเลือดดีจริงไหม ทำให้ประจำเดือนมาปกติใช่หรือไม่? โดยหมอดาวระบุว่า

ก่อนอื่นต้องแยกเป็น 2 ส่วนค่ะ คือ เรื่องของการที่ประจำเดือนมาเป็นปกติ กับ เรื่องของยาสตรีที่กล่าวอ้างถึงสรรพคุณบำรุงเลือด

การที่ประจำเดือนของผู้หญิงเราจะมาปกติได้นั้น ขึ้นกับหลายปัจจัยโดย ถ้าหากเน้นเป็นเรื่องของน้ำเลือดแล้วนั้น สารอาหารที่จำเป็นที่จะทำให้น้ำเลือดสมบูรณ์คือ

  • ธาตุเหล็ก (Iron)
  • โฟเลต (Folate)
  • วิตามินบี 12

เช่น หากผู้หญิงมีภาวะ โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เช่น มีประจำเดือนมามากจนอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น การเสริมธาตุเหล็กอย่างถูกต้องจะช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น และบางคน “รู้สึกว่ารอบเดือนดีขึ้น” เพราะร่างกายกลับมาสมดุล ซึ่งการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • PCOS
  • น้ำหนักขึ้น/ลงเร็ว
  • ไทรอยด์
  • ความเครียดสะสมที่มากเกินควร
  • เนื้องอกมดลูก
  • ความผิดปกติของฮอร์โมน
  • ภาวะซีด โลหิตจาง เม็ดเลือดผิดปกติ

ดังนั้น ถ้าประจำเดือนขาดบ่อย มาช้าตลอด หรือเลือดออกผิดปกติ ต้องกลับไปดูที่สาเหตุก่อน ว่ามาจากสาเหตุอะไรได้บ้าง การตัดสินใจกินยาสตรีเลย อาจทำให้เสียเวลา เสียสุขภาพ เพราะไม่ได้แก้ที่สาเหตุที่แท้จริง

กลับมาที่ยาสตรีบำรุงเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สังคมไทยคุ้นเคยกันมานาน โดยมีการกล่าวอ้างสรรพคุณว่า ช่วยให้ “เลือดลมดี ผิวพรรณดี ประจำเดือนมาปกติ” แต่ความจริงคือ ยาสตรีช่วยได้ในบางกรณีเท่านั้น และไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหาประจำเดือนผิดปกติ ดังที่กล่าวไป

“ยาสตรีบำรุงเลือด” ในไทยจริงๆแล้ว ไม่ใช่ยามาตรฐานที่มีเพียงสูตรเดียว แต่เป็นชื่อรวมของผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อ ซึ่งจะมีส่วนประกอบแตกต่างกันไปตามตำรับ 

ให้คิดเทียบเคียงคล้ายๆผลิตภัณฑ์ของกินอย่างโยเกิร์ต ที่มีหลายสูตร มีผสมผลไม้ มีแบบดื่ม แบบตักกิน เป็นต้น 

ดังนั้น บางตัวอาจเป็นแบบสมุนไพรล้วน บางตัวมีวิตามิน ธาตุเหล็กผสม เป็นต้น

โดยทั่วไป ส่วนประกอบที่พบบ่อยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ค่ะ

1) กลุ่ม “บำรุงเลือด” จริงๆ (สายโภชนาการ/โลหิตจาง) กลุ่มนี้มีหลักฐานรองรับชัดเจนที่สุด เพราะเกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดแดง

ส่วนประกอบที่พบบ่อย

   ธาตุเหล็ก (Iron / Ferrous fumarate / Ferrous sulfate / Ferrous gluconate)

ช่วยสร้างฮีโมโกลบิน แก้/ป้องกันโลหิตจางจากขาดเหล็ก

   โฟเลต (Folic acid)

จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

   วิตามินบี 12 (Vitamin B12)

ขาดแล้วทำให้โลหิตจางได้

   วิตามินบีรวม (B-complex)

เน้นบำรุงระบบประสาท ลดอ่อนเพลีย

   วิตามินซี (Vitamin C)

ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

ถ้า “ยาสตรี” ตัวไหนมีแนวนี้ นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลหิตจางบางกลุ่มโรค แต่ทั้งนี้ ต้องเตือนก่อนว่า ภาวะโลหิตจางมีหลายรูปแบบ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งต้องระวังการได้รับธาตุเหล็กที่มากเกินควร ดังนั้น การตัดสินใจซื้อยาสตรีกลุ่มนี้มากินเลย อาจกลายเป็นอันตรายต่อตนเอง ดังนั้น ดีที่สุดคือ ไปตรวจวินิจฉัย และขอคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวก่อนที่จะตัดสินใจกินยาสตรีกลุ่มนี้ค่ะ

2) กลุ่มสมุนไพร ที่กล่าวอ้างสรรพคุณ “ปรับเลือด-ขับเลือดเสีย-กระตุ้นประจำเดือน

กลุ่มนี้คือสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยมาก เพราะมักถูกอธิบายว่า “ขับเลือดค้าง/เลือดเสีย” 

สมุนไพรที่พบบ่อย

•   โกฐทั้งหลาย (เช่น โกฐหัวบัว, โกฐเขมา ฯลฯ)

มักอยู่ในตำรับยาหอม/ยาสตรี ใช้แนวปรับธาตุ

•   อบเชย (Cinnamon)

ช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือด อุ่นร่างกาย

 ขิง (Ginger)

ลดท้องอืด ช่วยการไหลเวียน มีฤทธิ์อุ่น

•  พริกไทยดำ (Black pepper)

ช่วยการดูดซึม และเพิ่มความร้อน

•  กานพลู (Clove)

แนวแก้ลม บรรเทาอาการปวดท้อง

•  กระชาย/ ไพล/ ขมิ้น (ในบางตำรับ)

แนวลดปวดเกร็ง อุ่นร่างกาย ลดอักเสบ

•  หรือแม้กระทั่ง ตังกุย (Dong quai / Angelica sinensis) (ซึ่งพบบ่อยในตำรับที่อิงจีน)

ถูกใช้เป็นสมุนไพรเกี่ยวกับระบบสตรี/เลือดในแพทย์จีน

กลุ่มนี้บางคนกินแล้ว “ประจำเดือนมา” เพราะมีฤทธิ์แนวกระตุ้น ปรับการไหลเวียนได้จริงในบางราย แต่ไม่ใช่การแก้สาเหตุฮอร์โมนเสมอไปค่ะ

3) กลุ่ม “บำรุงกำลัง-บำรุงฮอร์โมน” (แนวโทนิค)

หลายตำรับจะใส่สมุนไพรโทนิคเพิ่ม เพื่อให้รู้สึกสดชื่น แข็งแรง 

ที่พบบ่อย

• โสม (Ginseng)

• เก๋ากี้ (Goji berry)

• พุทราจีน

• เห็ดหลินจือ

• ถั่งเช่า

• วิตามินอี / น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (บางยี่ห้อ)


ข้อควรระวัง

คราวนี้จุดที่ต้อง “ระวังเป็นพิเศษ” (สำคัญมากค่ะ)

เพราะยาสตรีหลายตำรับเป็นสมุนไพรเข้มข้น ซึ่งมีข้อควรระวังต่อไปนี้

✅ 1) คนที่ “ประจำเดือนมามากผิดปกติ”

เช่น เลือดออกเป็นลิ่ม หน้ามืด ซีด

→ ไม่ควรกินแบบเดาสุ่ม เพราะอาจยิ่งทำให้เลือดออกมาก หรือทำให้ชะลอการวินิจฉัยเนื้องอก/ติ่ง/PCOS

✅ 2) คนที่ตั้งครรภ์ หรือสงสัยตั้งครรภ์

สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์กระตุ้นมดลูก

→ เสี่ยงแท้งได้ อย่างไรก็ตาม การที่กินยาสตรีเพื่อหวังว่าจะทำแท้งนั้น ก็อาจไม่ได้ทำให้ทำแท้งได้สำเร็จ และยังเป็นอันตรายทั้งต่อสตรีที่ตั้งครรภ์ และตัวอ่อนในครรภ์อีกด้วย

✅ 3) คนที่กินยาละลายลิ่มเลือด / แอสไพริน / วาร์ฟาริน

สมุนไพรหลายตัวมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

→ เสี่ยงเลือดออกง่าย

✅ 4) คนเป็นโรคตับ/ไต หรือกินยาหลายชนิด

เพราะสมุนไพรบางตัวรบกวนเอนไซม์ตับ/การเผาผลาญยา

และสุดท้ายจะขอฝากไว้ว่า 

1. หากประจำเดือนมาผิดปกติเกิน 2–3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเร็ว

2. หากสงสัยว่าโลหิตจาง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดู 

3. และสุดท้าย หากคิดจะกินยาสตรี ต้องถามตัวเองก่อนว่า เหตุจำเป็นอะไร ทำไมเราถึงต้องกิน ได้นำความต้องการตรงนี้ไปปรึกษากับแพทย์แล้วไหม และหากจะกินแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจน ได้มาตรฐาน

จำไว้ว่า ร่างกายของเรา เป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตเรา ดังนั้นก่อนที่จะทำอะไร กินอะไร เราต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยอยู่เสมอค่ะ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง