“ซูเปอร์เอลนีโญ” ถล่มโลก! นักวิทยาศาสตร์เตือน อุณหภูมิอาจพุ่งทะลุจุดอันตราย

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาความเป็นไปได้ของการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ในปี 2026 ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเมื่อปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้มารวมกับภาวะโลกร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ก็อาจกลายเป็นการผนวกกันที่สุดอันตราย ที่ผลักให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำสถิติใหม่อย่างน่ากังวล
เอลนีโญ คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกแถบเส้นศูนย์สูตร อุ่นกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อนในหลายภูมิภาค ส่วน “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือเอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของ NOAA ระบุว่า มีโอกาสอย่างน้อย 50% ที่จะเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรง” หรือ “รุนแรงมาก” ในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือปีนี้ ขณะที่บางแบบจำลองจาก National Center for Atmospheric Research (NCAR) ประเมินว่า อาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา
ความน่ากังวลคือ ปี 2024 เพิ่งถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และช่วงปี 2023–2025 มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ หากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นในปีนี้ ก็อาจผลักให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก โดยบางแบบจำลองคาดว่า อุณหภูมิโลกรายเดือนอาจแตะระดับเกิน 2.0 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ในสหรัฐอเมริกา เอลนีโญมักทำให้พื้นที่ตอนเหนือมีอากาศอุ่นกว่าปกติ ขณะที่พื้นที่ตอนใต้จะเย็นและชื้นขึ้น ส่วนชายฝั่งแคลิฟอร์เนียมักมีฝนมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ทุกครั้งก็ตาม อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากฝนมาในปริมาณมากเกินไป ก็อาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงซูเปอร์เอลนีโญปี 1997-1998 ได้เช่นกัน
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว เอลนีโญยังส่งผลต่อหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น การกดทับมรสุมอินเดีย ทำให้ฝนลดลง ขณะที่ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย มักเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานานนับพันปี แต่ภาวะโลกร้อนจากมนุษย์กำลังทำให้ความรุนแรงของมันเพิ่มขึ้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า หลังปี 1960 เป็นต้นมา ความผันผวนระหว่างเอลนีโญและลานีญารุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน และผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้น หากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นจริงในปี 2026 โลกอาจต้องเผชิญทั้งอุณหภูมิที่ทำลายสถิติ ภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและเกษตรกรรมในวงกว้าง ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสภาพอากาศ แต่เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า โลกไม่สามารถปล่อยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
