จับตา “ก็อตซิลลาเอลนีโญ” ปลายปีฝนอาจลดลงเกือบ 40% ไทยเสี่ยงแล้ง-ไฟป่า-ผลผลิตเกษตรวูบ

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญว่า ข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาโลกบ่งชี้ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 2.7 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าข่ายภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือที่บางประเทศเรียกว่า “ก็อตซิลลาเอลนีโญ” โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนในประเทศไทยอาจลดลงราวร้อยละ 30 ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยประเมินว่าฝนอาจลดลงประมาณร้อยละ 10-12 เมื่อเทียบกับค่าปกติ
สำหรับการคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า พบว่า ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายนเป็นต้นไป ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 14 ก่อนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม โดยคาดว่าฝนจะครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 70-80 ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายนปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง และอาจพัฒนาเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 39
นายไพฑูรย์ระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 66 หรือ 2 ใน 3 โดยสถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2558-2559 ซึ่งขณะนั้นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอยู่ที่ประมาณ 2.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะแม่น้ำสายหลักและแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำลดลงอย่างมาก
สำหรับปีนี้ นอกจากความเสี่ยงด้านภัยแล้งแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดไฟป่ารุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีความเปราะบางต่อปัญหาดังกล่าว
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่นอกเขตชลประทานอยู่ถึงร้อยละ 60-70 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด และมากกว่าครึ่งเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ซึ่งต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรในปีหน้าลดลงมากกว่าครึ่ง และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชลประทานยังมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการในระยะนี้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาจต้องพิจารณางดการทำนาปรังในบางพื้นที่ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาเสถียรภาพของภาคการเกษตรในช่วงที่อาจเผชิญภัยแล้งรุนแรงจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
