รีเซต

NER ตั้งเป้ารายได้ปี 65 ที่ 2.8 หมื่นลบ. ทุ่มงบ 240 ลบ.ลงทุนโซลาร์รูฟ-วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่

NER ตั้งเป้ารายได้ปี 65 ที่ 2.8 หมื่นลบ. ทุ่มงบ 240 ลบ.ลงทุนโซลาร์รูฟ-วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่
ทันหุ้น
13 มกราคม 2565 ( 09:59 )
54
NER ตั้งเป้ารายได้ปี 65 ที่ 2.8 หมื่นลบ. ทุ่มงบ 240 ลบ.ลงทุนโซลาร์รูฟ-วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่

ทันหุ้น-NER ตั้งเป้าปี 2565 โกยรายได้อยู่ที่  28,000 ล้านบาท จากความต้องการใช้ยางยังดีต่อเนื่อง ประกอบกับกำลังการผลิตของโรงงานเดินเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  พร้อมเตรียมจำหน่ายแผ่นยางปูรองปศุสัตว์ ในช่วงไตรมาส 1/2565 ภายใต้แบรนด์ cattleFlex  ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง  พร้อมเตรียมงบ 240 ลบ.  ลงทุนโซลาร์รูฟ-วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่

 

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER  เปิดเผยว่า ในปี 2565 ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมอยู่ที่ 28,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2564 ที่คาดว่าโตได้ตามเป้าที่ 24,500 ล้านบาท โดยมองว่าความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยังดีต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหนุนหลายด้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง นอกจากนี้หากสถานการณ์โควิด คลี่คลายก็จะทำให้การเดินทางมากขึ้นก็ยังส่งผลดีต่อความต้องการใช้ยางรถยนต์เพิ่มมากขึ้น 

 

ส่วนปริมาณการขายคาดว่าจะสามารถทำยอดขายยางพาราอยู่ที่ 500,000 ตัน จากกำลังการผลิตทั้งหมด 510,000 ตัน โดยสัดส่วนของยอดขายในปี 2565 บริษัทยังวางนโยบายการจำหน่ายสินค้าในประเทศและต่างประเทศเป็น 65:35 เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และ ค่าระวางเรือที่ปรับเปลี่ยนในทิศทางที่สูงขึ้น 

 

**มองแนวโน้มยางเป็นบวก

 

สำหรับสถานการณ์ยางกำลังมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยในไตรมาส 1 ของปี 2565 มีปัจจัยบวกที่สนับสนุนเนื่องจาก ยางพารากำลังเข้าสู่ฤดูการปิดกรีด จึงเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และ อุปทานลดต่ำลงตามฤดูกาล ในขณะที่ความต้องการนำเข้ายางของจีนมากขึ้นและบริษัทผู้ผลิตเริ่มสต๊อกยางธรรมชาติ คาดว่าการบริโภครายเดือนจะสูงถึง 500,000 ตัน 

 

นอกจากนี้ ความต้องการยางในประเทศอื่น ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น  โดยสมาคมรถยนต์โดยสารแห่งประเทศจีน (CPCA) ได้มีการรายงานว่ายอดจำหน่ายรถยนต์โดยสารพลังงานใหม่ในจีนรวม 2.99 ล้านคันในปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 169.1 เมื่อเทียบกับปี 2563 และมียานยนต์ที่จดทะเบียนในปี 2021 รวม 36.74 ล้านคัน ทำให้จำนวนยานยนต์ที่จดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 395 ล้านคัน ซึ่งเป็นรถยนต์ 302 ล้านคันทั้งนี้ มีรายงานยอดการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 5.4% หรือประมาณ 25.7 ล้านคัน ในปี 2565 จึงมีโอกาสหนุนให้ราคายางปรับตัวขึ้นแตะระดับ 70 บาท/กิโลกรัมได้ ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 65-67 บาท/กิโลกรัม

 

ด้านแผนงานธุรกิจปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์แผ่นปูนอนรองวัว  ภายใต้แบรนด์ cattleFlex  ยังเป็นไปตามแผนงาน โดยคาดว่าจะติดตั้งเครื่องจักรได้แล้วเสร็จในไตรมาส 1 ของปี 2565  โดยมีปริมาณการขายในปี 2565 ที่ 280,000 แผ่น คิดเป็นรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท  โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำการเจราจากับกลุ่มประเทศต่างๆ ให้เป็นตัวแทนการจำหน่ายสินค้า (Distributer) ซึ่งในเฟสแรกมีทั้งหมด 13 ประเทศ โดยผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 4 รุ่น ได้แก่  รุ่น Pro พรีเมียมระดับมาตรฐานยุโรป รุ่น Tuf ทนทานในราคาที่จับต้องได้ รุ่น Calf  พิเศษสำหรับลูกวัว และรุ่น Move สำหรับทางเดินในฟาร์มปศุสัตว์

 

**ตั้งงบลงทุน 240 ลบ.

 

 นอกจากนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 240 ล้านบาท โดย100 ล้านบาทแรก จะใช้ลงทุนด้านพลังงานทดแทนแสงอาทิตย์ (โซลาร์) นำมาทดแทนพลังงานที่บริษัทต้องซื้อ เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานของบริษัท  และ 40 ล้านบาท ลงทุนด้านหุ่นยนต์ดึงยางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการผลิต เพื่อหนุนปริมาณยอดขายที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

 

ส่วนที่เหลืออีก 100 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้ในการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลายน้ำหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตามนโยบายบริษัท เพื่อที่จะรุกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและกำไรให้กับบริษัทมากยิ่งขึ้น 

 

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง