NERปันผลสุดเร้าใจ เจาะสินค้าไฮมาร์จิ้น

#NER #ทันหุ้น – NER เคาะปันผลปี 68 อีก 0.26 บาทต่อหุ้น รับทรัพย์ 7 พ.ค.นี้ พร้อมเร่งเกมรุกปี 69 ปักธงยอดขาย 3.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายตลาดอินเดีย ลุยสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ดันกำลังผลิตทะยานเกิน 8.35 แสนตันต่อปี เสริมแกร่งธุรกิจยางครบวงจร แถมต่อยอดสินค้ามาร์จิ้นสูง-เกาะเมกะเทรนด์ EV
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568) ในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท โดยบริษัทได้จ่ายปันผลระหว่างกาลแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น คงเหลือจ่ายอีก 0.26 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.04% จากปีก่อน โดยมีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 8.25% สะท้อนความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
*ดันกำลังผลิต
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และยอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย ควบคู่กับการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และการเพิ่มลูกค้าใหม่อีกอย่างน้อย 2 ราย
ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 คาดว่าจะเปิดดำเนินการในไตรมาส 1 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี ดันกำลังการผลิตรวมแตะกว่า 835,600 ตันต่อปี รองรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่มีอยู่ต่อเนื่องถึงกลางปี 2569 รวมถึงความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการบริหารจัดการวัตถุดิบระยะยาว
ในด้านการบริหาร บริษัทเน้นควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยง ผ่านกลยุทธ์ Matching และ Hedging ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันยังยกระดับการดำเนินงานตามแนวทาง ESG เพื่อเสริมความเชื่อมั่นในระยะยาว
*สินค้ามูลค่าสูง
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะ “แผ่นปูรองปศุสัตว์จากยางพารา” ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพสูง ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม และสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) สูง โดยมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความต้องการใช้ยางธรรมชาติในระยะยาว
บริษัทประเมินสถานการณ์ราคายางธรรมชาติ ปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยราคาเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 60–80 บาทต่อกิโลกรัม โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้ยางในภาคยานยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถต่อยอดการผลิตและรองรับความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางระดับโลกในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
