รีเซต

งานวิจัยชี้ UAP หรือ UFO เทคโนโลยีการบินล้ำกฎฟิสิกส์ ยันเทคโนโลยีมนุษย์ยังทำไม่ได้

งานวิจัยชี้ UAP หรือ UFO เทคโนโลยีการบินล้ำกฎฟิสิกส์ ยันเทคโนโลยีมนุษย์ยังทำไม่ได้
TNN ช่อง16
21 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:27 )
8

ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏหลักฐาน (Unidentified Aerial Phenomena หรือ UAP) หรือที่มักเรียกกันว่า UFO เป็นหัวข้อที่มีการรายงานการพบเห็นทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ลักษณะที่โดดเด่นของยานพาหนะเหล่านี้ คือ การแสดงพฤติกรรมการบินที่ผิดปกติและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เช่น การเดินทางด้วยความเร็วสูงมหาศาล การเปลี่ยนทิศทางหรือเร่งความเร็วในอัตราที่รุนแรง และการลอยนิ่งเป็นเวลานาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยานเหล่านี้ยังดูเหมือนจะละเมิดกฎทางฟิสิกส์พื้นฐาน โดยไม่มีพื้นผิวสำหรับควบคุมการบิน เช่น การใช้ปีกหรือหาง ไม่มีระบบขับเคลื่อนที่มองเห็นได้ และสามารถเคลื่อนที่ผ่านหลายตัวกลาง อวกาศ อากาศ น้ำ โดยไม่สร้างคลื่นกระแทกเสียง (Sonic boom) หรือปลดปล่อยความร้อนออกมา

คำถามสำคัญที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ ลักษณะการบินสุดขั้วเหล่านี้สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันหรือไม่?

การหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภาพยนต์หรือนิยายวิทยาศาสตร์แต่เคยมีกลุ่มนักวิจัยทำการศึกษาอย่างจริงจังและเผยแพร่ผลงานวิจัยออกมาชื่อว่า การประเมินลักษณะการบินของวัตถุบินลึกลับที่ไม่สามารถระบุได้ หรือ Estimating Flight Characteristics of Anomalous Unidentified Aerial Vehicles

งานวิจัยจัดทำโดยเควิน เอช คนูธ (Kevin H Knuth), โรเบิร์ต เอ็ม พาวเวลล์ (Robert M Powell) และปีเตอร์ เอ รีอาลี (Peter A Reali) ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2019 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยออลบานี (University at Albany-SUNY) และ องค์กร Scientific Coalition for UAP Studies หรือSCU สหรัฐอเมริกา

ทีมนักวิจัยใช้การประเมินลักษณะการบินของ UAP จากเหตุการณ์จริง จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในกรณีศึกษาที่ได้รับการบันทึกอย่างดีและมีพยานผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยืนยันตรงกัน เช่น เหตุการณ์เครื่องบินรบพบกับยานลักษณะคล้ายลูกอม Tic-Tac ในเหตุการณ์เรือรบ USS Nimitz ปี 2004, เหตุการณ์สายการบิน Japan Air Lines เที่ยวบิน 1628 ปี 1986 และเหตุการณ์ Bethune ปี 1951 พบว่าข้อมูลเรดาร์และเซนเซอร์อินฟราเรด (ATFLIR) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการบินที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

การคำนวณอัตราเร่งขั้นต่ำของยาน UAP ในเหตุการณ์เหล่านี้ พบว่ามี อัตราเร่งตั้งแต่ระดับเกือบ 100g ไปจนถึงมากกว่า 5,000g ตัวอย่างเช่น ในเหตุการณ์ Nimitz ข้อมูลเรดาร์ตรวจพบว่ายาน UAP ดิ่งจากระดับความสูง 28,000 ฟุต ลงมาสู่ระดับน้ำทะเลภายในเวลาเพียง 0.78 วินาที ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณหาพลังงานที่ต้องใช้ โดยสมมติให้ยานมีมวล 1,000 กิโลกรัม พบว่าต้องใช้พลังงานจุดสูงสุดถึง 1,100 กิกะวัตต์ (GW) หรือมากกว่าปริมาณพลังงานนิวเคลียร์ที่ผลิตได้ทั้งหมดในสหรัฐอเมริการวมกันถึง 10 เท่า

หากเปรียบเทียบกับขีดจำกัดของเทคโนโลยีและสรีรวิทยาของมนุษย์ในปัจจุบัน เมื่อนำอัตราเร่งและพลังงานที่ประเมินได้มาเปรียบเทียบกับขีดจำกัดสูงสุดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน จะพบความขัดแย้งอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ โดยทั่วไปร่างกายมนุษย์สามารถทนต่ออัตราเร่งได้สูงสุดเพียง 45g ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 0.044 วินาทีเท่านั้น หากใช้เวลานานกว่า 0.2 วินาที ขีดจำกัดความทนทานจะลดลงเหลือ 25g ดังนั้นยานเหล่านี้จึงไม่สามารถมีมนุษย์เป็นผู้ขับขี่อยู่ภายในได้

2. ขีดจำกัดของโครงสร้างอากาศยานและขีปนาวุธ แม้จะตั้งสมมติฐานว่าเป็นโดรนไร้คนขับ แต่โครงสร้างของเทคโนโลยีมนุษย์ก็ยังไม่สามารถทนทานได้ เครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดอย่าง Lockheed Martin F-35 Lightning II สามารถรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างได้สูงสุดที่อัตราเร่งเพียง 13.5g ส่วนขีปนาวุธความเร็วสูงอย่าง Crotale NG VT1 มีโครงสร้างที่ทนทานได้สูงสุด 50g และสามารถรักษาสมรรถนะการควบคุมได้ที่ 35g ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ยังถือว่า น้อยกว่าระดับอัตราเร่งขั้นต่ำสุด หรือประมาณ 70g ที่ประเมินได้จาก UAP ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง

3. ผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมทางฟิสิกส์ โดยการที่ UAP น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ตกจากความสูง 28,000 ฟุตใน 0.78 วินาที จะต้องเกิดการปลดปล่อยพลังงานจลน์เทียบเท่ากับระเบิด TNT ถึง 100 ตัน ซึ่งตามหลักฟิสิกส์ปกติจะต้องสร้างคลื่นความร้อนทำลายล้างและเกิดโซนิคบูมที่รุนแรงต่อสภาพแวดล้อมรอบข้าง แต่ในกรณีของ UAP กลับไม่มีพยานคนใดหรือเซนเซอร์ใดตรวจพบร่องรอยของการรบกวนทางอากาศหรือการปลดปล่อยความร้อนเลย 

งานวิจัยสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะการบินที่ผิดปกติของ UAP ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเครื่องบิน ขีปนาวุธ หรือเทคโนโลยีใด ๆ ที่มนุษย์มีอยู่ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ยานพาหนะเหล่านี้แสดงขีดความสามารถที่ล้ำหน้ากว่าอากาศยานที่เร็วที่สุดของเราไปหลายขั้น การที่พวกมันไม่มีพื้นผิวควบคุมการบิน ไม่มีระบบขับเคลื่อนแบบดั้งเดิม และไม่ก่อมลภาวะทางความร้อนหรือเสียง เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ายานวิปลาสเหล่านี้กำลังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือแม้แต่กฎทางฟิสิกส์แขนงที่เรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจ

แม้ว่าบทความนี้จะไม่ได้เป็นการพิสูจน์เจาะจงว่ายานเหล่านี้มาจากนอกโลก (Extraterrestrial) แต่ขีดความสามารถดังกล่าวสอดคล้องกับคุณสมบัติทางจลนศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางข้ามดวงดาว ด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์ UAP จึงสมควรได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างจริงจังในระดับวิทยาศาสตร์ต่อไป 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง