ส่องแผน"อนุทิน" ปั้นโมเดล ก.น.บ. กระจายอำนาจสู้ศก.ผันผวน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ครั้งแรก เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและความขัดแย้ง โดยเฉพาะประเด็นด้านพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การจัดทำงบประมาณต้องยึดหลักความจำเป็น คุ้มค่า และลดความซ้ำซ้อนของโครงการ พร้อมทั้งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมความเข้มแข็งและรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
ด้าน รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบงบประมาณแบ่งเป็นระดับจังหวัด 76 จังหวัด วงเงิน 19,600 ล้านบาท และระดับกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด วงเงิน 8,400 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 28,000 ล้านบาท พร้อมกำชับให้กระทรวงมหาดไทยเปิดโอกาสให้ภาคท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการรับมือสถานการณ์วิกฤต และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประจำภาค 6 คณะ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองแผนและโครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในแต่ละภูมิภาค โดยมีรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในแต่ละภาค ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคใต้ชายแดน
รายชื่อคณะอนุกรรมการประจำภาค 6 คณะ (6 ภาค) มีดังนี้
1. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ภาคเหนือ
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ภาคกลาง
4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ภาคตะวันออก
5. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ภาคใต้
6. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ภาคใต้ชายแดน
“งบประมาณเชิงพื้นที่” กลไกสำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
การประชุม ก.น.บ. ครั้งแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นความพยายามในการปรับโครงสร้างการบริหารงบประมาณของประเทศ จากแนวทางรวมศูนย์สู่การกระจายอำนาจเชิงพื้นที่มากขึ้น ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
แนวคิด “ลดความซ้ำซ้อน-เพิ่มความคุ้มค่า” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเชิงนโยบาย แต่ความท้าทายอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริง เนื่องจากโครงสร้างราชการไทยยังมีความทับซ้อนในหลายมิติ การตั้งคณะอนุกรรมการระดับภาคทั้ง 6 ภาค จึงเป็นความพยายามในการสร้างกลไกคัดกรองโครงการให้ตอบโจทย์พื้นที่มากขึ้น ลดปัญหาการใช้งบประมาณแบบกระจัดกระจาย
ขณะเดียวกัน การเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดและการรับฟังเสียงประชาชน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากสามารถดำเนินการได้อย่างแท้จริง จะช่วยให้โครงการพัฒนาตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้ตรงจุดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้ยังขึ้นอยู่กับความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ การติดตามประเมินผล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ในระยะต่อไปว่า “งบประมาณเชิงพื้นที่” จะสามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
