รีเซต

"ยางพารา" ราคานิวไฮรอบ 10 ปี โอกาสทองส่งออกไทย หลังราคาน้ำมันพุ่ง หนุนดีมานด์ยางธรรมชาติ

"ยางพารา" ราคานิวไฮรอบ 10 ปี โอกาสทองส่งออกไทย หลังราคาน้ำมันพุ่ง หนุนดีมานด์ยางธรรมชาติ
TNN ช่อง16
2 มิถุนายน 2569 ( 15:44 )

หลังจากที่ราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 228 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม หรือแตะระดับ 228 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2017

โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินต่อไป และความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศในภูมิภาคผู้ผลิตยางพาราหลัก โดยราคายางธรรมชาติมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดิบ

เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ยางสังเคราะห์มีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ความต้องการยางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคายางพารา จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการส่งออกของไทยให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก โดยในปี 2568 และ 4 เดือนแรกของปี 2569 จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทยส่งออกยางพาราในทุกประเภทรวม 164,965.10 ล้านบาท และ 49,295.14 ล้านบาท ตามลำดับ

ซึ่งผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในปี 2568 และ 4 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบไปด้วย ยางแท่ง 96,973.91 ล้านบาท และ 28,131.66 ล้านบาท ยางแผ่น 33,628.92 ล้านบาท และ 9,940.80 ล้านบาท น้ำยางข้น 33,455.79 ล้านบาท และ 10,898.89 ล้านบาท ยางพาราอื่น ๆ 906.48 ล้านบาท และ 323.78 ล้านบาท ตามลำดับ

โดยประเทศที่ไทยส่งออกยางพารามากที่สุดในปี 2568 และ 4 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบไปด้วย จีน 64,672.43 ล้านบาท และ 17,570.17 ล้านบาท ญี่ปุ่น 18,489.34 ล้านบาท และ 5,845.58 ล้านบาท มาเลเซีย 13,861.50 ล้านบาท และ 5,072.20 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 13,627.65 ล้านบาท และ 3,019.67 ล้านบาท เวียดนาม 6,251.50 ล้านบาท และ 2,052.40 ล้านบาท ตามลำดับ

ภาพรวมของปัจจัยการส่งออกยางพาราของไทยสะท้อนได้จากความเคลื่อไหวของราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ โดยบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจยางพารารายใหญ่ประกอบไปด้วย

1.บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA มีรายได้ในปี 2568 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 อยู่ที่ 114,039.58 ล้านบาท และ 27,279.15 ล้านบาทตามลำดับ โดยราคาหุ้น STA อยู่ที่ 19.60 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี หรือ YTD ที่ +52.38%

2.บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER มีรายได้ในปี 2568 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 อยู่ที่ 30,510.20 ล้านบาท และ 7,242.05 ล้านบาทตามลำดับ โดยราคาหุ้น NER อยู่ที่ 4.44 บาท ปรับตัวเพิ่มตั้งแต่ต้นปี หรือ YTD ที่ -1.77%

3.บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TRUBB มีรายได้ในปี 2568 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 อยู่ที่ 6,389.22 ล้านบาท และ 1,646.95 ล้านบาทตามลำดับ โดยราคาหุ้น TRUBB อยู่ที่ 0.94 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี หรือ YTD ที่ +48.45%

การปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคายางพาราในตลาดโลก จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเกษตรกรผู้ปลูก และทำสวนยางพาราในประเทศไทยกว่า 1.5-1.6 ล้านราย จะสามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความแปรปรวนของสภาพอากาศโดยเฉพาะพื้นที่ผลิตยางพาราหลักอย่างภูมิภาคอาเซียน ยังคงเป็นปัจจัยที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องวางแผนรับมืออย่างรอบคอบทุกมิติ เพื่อให้เกษตรกรสวนยางพาราสามารถสร้างผลผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง