กูรู เชียร์ หุ้น LAGGARD 2 ธีมเด่น เศรษฐกิจ-ส่งออก ส่งสัญญาณฟื้น

หลังจากตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดสัญญาณบวกเริ่มกลับมาให้เห็นมากขึ้น ทั้งจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และภาคการส่งออกที่กลับมาเติบโตแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นกลุ่ม Laggard หรือหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มกลับมาคึกคัก กูรูตลาดทุนจึงชู 2 ธีมเด่น ได้แก่ “เศรษฐกิจฟื้นตัว” และ “ส่งออกขยายตัว” ซึ่งมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลประกอบการของหลายบริษัทในระยะถัดไป พร้อมแนะนำหุ้นที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นหากแนวโน้มดังกล่าวเดินหน้าต่อเนื่อง
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ในส่วนภาคส่งออกกลับส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ตัวเลขการส่งออกในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง +23%YOY ประกอบกับกระแสเรื่องกำแพงภาษี (TARIFF) ที่เริ่มมีทิศทางผ่อนคลายและทยอยดูดีขึ้นตามลำดับในหลายประเทศรวมถึงไทยที่มีกำแพงภาษีลดลงเหลือ 5.3% ในปัจจุบัน ปัจจัยนี้เป็นแรงส่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกของไทยให้โดดเด่น
โครงสร้างของ SET ที่เคยถูกหนุนด้วยหุ้น ETRON (ที่ราคาปรับขึ้นมาสูงมากแล้วจนเป็นผู้เล่นหลักที่ดันดัชนี) และหุ้นกลุ่มน้ำมัน-โรงกลั่น (ที่กำลังเผชิญแรงขายจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมคือ การเอนเอียงน้ำหนักไปยังหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยัง LAGGARD SET ตั้งแต่ต้นปีซึ่งกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาเก็งกำไร โฟกัสไปที่ 2 ธีมหลัก ได้แก่
ธีมส่งออก : หุ้นกลุ่มอาหารและการเกษตรที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากตัวเลขการส่งออกของไทยที่เติบโตโดดเด่น แนะนำทยอยสะสม CPF และTU
ธีมเปิดเมือง : หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ แนะนำทยอยสะสม BDMS, MINT และ THAI
ขณะที่ ทิศทางของราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่ใกล้สิ้นสุดลงโดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงถึง -18.2%MTD ซึ่งในเชิงเทคนิค กราฟ ได้ก่อตัวในรูปแบบ TOP-DOWN DIAMOND ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในการปรับฐาน
โดยมีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 90-91 เหรียญฯต่อบาร์เรล หากหลุดระดับดังกล่าวจะมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้อีก การย่อตัวของราคาน้ำมันนี้ ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น PTTEP, PTT, TOP เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ช่วยพยุงดัชนีมาโดยตลอด
สอดคล้องกับนักวิเคราะห์จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับตัวลดลง หลังตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน จากสัญญาณบวกในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
แม้ทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม แต่ท่าทีล่าสุดทำให้นักลงทุนประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะยกระดับกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบเริ่มลดลง ส่งผลให้แรงซื้อเก็งกำไรจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดน้ำมันเริ่มแผ่วลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 88.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 5.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 94.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 5.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ข้อมูลการเดินเรือยังสะท้อนว่า เรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งผลิตภัณฑ์พลังงานเริ่มทยอยกลับมาใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ปริมาณการขนส่งยังต่ำกว่าระดับปกติ แต่ตลาดมองว่า ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานเริ่มผ่อนคลายลง
ก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลให้อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากตลาดโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา
ด้านสถาบันปิโตรเลียมสหรัฐ หรือ API เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ลดลง 2.8 ล้านบาร์เรล ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
