รีเซต

Lemon Law คืออะไร? กฎหมายใหม่คุ้มครองผู้บริโภค “ซื้อของเสียไม่ต้องพิสูจน์เอง”

Lemon Law คืออะไร? กฎหมายใหม่คุ้มครองผู้บริโภค “ซื้อของเสียไม่ต้องพิสูจน์เอง”
TNN ช่อง16
16 มิถุนายน 2569 ( 18:26 )
4

นับเป็นข่าวดีรับกลางปีของขาช้อปและผู้บริโภค เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กฎหมาย Lemon Law" ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ เพื่อส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาเป็นกฎหมายบังคับใช้จริง

กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตผู้บริโภคไทยอย่างไร และทำไมถึงถูกเรียกว่าเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งใหญ่ โดยมีประเด็น และ สาระสำคัญดังนี้

พลิกหลักการใหม่ "คนขายต้องพิสูจน์ของเสีย ไม่ใช่คนซื้อ"

ที่ผ่านมาเวลาเราซื้อของมาแล้วพังหรือชำรุด ปัญหาใหญ่คือผู้บริโภคมักต้องเป็นฝ่ายวิ่งเต้นหาหลักฐานมาพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหามาตั้งแต่ต้น แถมยังต้องยอมจำนนกับเงื่อนไขการประกันที่ร้านค้ากำหนด แต่กฎหมายใหม่นี้จะเปลี่ยนมุมมองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  • กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่า "สินค้าพังมาจากโรงงาน/ร้านค้า" หากเกิดความชำรุดเสียหายภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • หน้าที่พิสูจน์ตกเป็นของ "ผู้ขาย" ที่ต้องหาหลักฐานมาหักล้างว่าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของตนเอง

กรอบเวลาการคุ้มครอง (หากพังในช่วงนี้...ถือว่าชำรุดแต่แรก)

  • สินค้าทั่วไป: ภายใน 6 เดือน นับจากวันส่งมอบ
  • รถยนต์: ภายใน 1 ปี นับจากวันส่งมอบ

เปิด 4 สิทธิเยียวยา และ "เดดไลน์" การซ่อมที่ชัดเจน

หากสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะมีสิทธิได้รับการดูแล 4 รูปแบบ (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา) คือ การซ่อมแซม, การเปลี่ยนสินค้า, การลดราคา หรือการบอกเลิกสัญญา (คืนเงิน)

นอกจากนี้ กฎหมายยังดัดหลังผู้ประกอบการที่ชอบยืดเวลาซ่อมไปเรื่อยๆ ด้วยการกำหนด "กรอบเวลาซ่อม" ที่ชัดเจน หากเกินกำหนดนี้ ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา คืนของ หรือเรียกค่าเสียหายได้ทันที ได้แก่

สินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ : ต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน

รถยนต์ : ต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 90 วัน

เจอปัญหาหนัก? ขอเปลี่ยนชิ้นใหม่ ได้ทันทีไม่ต้องรอซ่อม

สำหรับกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ (เช่น เปิดไม่ติด ระบบหลักพัง) กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิ เปลี่ยนสินค้าใหม่ ได้ตามเงื่อนไขดังนี้

1. สินค้าทั่วไป - เปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน นับจากวันรับของ

2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ - เปลี่ยนได้ภายใน 14 วัน นับจากวันรับของ

3. รถยนต์ -  หากพบข้อบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและแก้ไขไม่ได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถคันใหม่รุ่นเดียวกันให้ทันที

กฎหมายนี้คุ้มครองใคร? และไม่คุ้มครองอะไรบ้าง?

สินค้าที่ได้รับความคุ้มครอง: ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างร้านค้ากับผู้บริโภคทั่วไป, การซื้อขายระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง, สัญญาเช่าซื้อ (เช่น ผ่อนรถ), สัญญาซื้อขายผ่านสินเชื่อ และสัญญาแลกเปลี่ยน

สินค้าที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง: ไม่รวม สินค้ามือสอง (สินค้าใช้แล้ว), สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายกันเองระหว่างประชาชนทั่วไป (เช่น เพื่อนขายของต่อให้เพื่อน)

เสียงจากภาครัฐ "ยกระดับเศรษฐกิจไทย สู่มาตรฐานสากล"

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สคบ. กล่าวถึงความสำคัญของกฎหมายนี้ว่า 

"กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่ประชาชนต้องแบกภาระพิสูจน์ความบกพร่องเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต่อไปนี้ซื้อรถ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วมีปัญหา จะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากอีกต่อไป กฎหมายนี้จะช่วยลดข้อพิพาท และบีบให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาคุณภาพสินค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม"

สำหรับกระบวนการถัดไป ร่างกฎหมายนี้ซึ่งผ่านการตรวจจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและผ่านการประชาพิจารณ์ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายใช้บังคับจริงต่อไป

ช่องทางการร้องเรียนในปัจจุบัน

ระหว่างที่รอการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ หากผู้บริโภคท่านใดได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถติดต่อหน่วยงาน สคบ. ได้ทันทีผ่านช่องทาง:

  • สายด่วน สคบ.: 1166
  • แอปพลิเคชัน: OCPB Connect
  • เว็บไซต์: OCPB.go.th
  • ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง