ศูนย์วิจัยกรุงไทยปรับขึ้นGDPน้ำมัน-ไทยช่วยไทยพลัสหนุน

#KTB #ศูนย์วิจัยกรุงไทย #ทันหุ้น - ศูนย์วิจัยกรุงไทย ปรับประมาณการ GDP ขึ้นมาเป็น 1.8% จากเดิม 1.4% รับแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และราคาทิศทางน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงแม้สถานการณ์สงครามจะสงบลง ขณะที่ไทยมุ่งสู่อุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ระดับโลกกระตุ้น GDP
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้ปรับประมาณการ GDP กลับมาเติบโตที่ 1.8% เหมือนที่ประมาณการไว้ช่วงต้นปี เพราะมีมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้ามาสนับสนุน จากก่อนหน้านี้ที่เคยปรับลด GDP ลงมาเหลือ 1.4% จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.5 - 3% ดังนั้นจึงมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมที่ 1%
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก โดยภาพรวมการส่งออกใน 4 เดือนแรกเติบโตถึง 19% และคาดว่าทั้งปีจะโตได้ประมาณ 8-10% และมีโอกาสที่จะโตเกินกว่านี้ แต่ถ้าเข้ามาดูสินค้ากลุ่มส่งออกซึ่งสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีมีการเติบโตโดดเด่นมากถึง 46% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยีเติบโตเพียง 7% ในช่วงต้นปี และคาดว่าทั้งปีอาจจะไม่เติบโตเลย เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันลดลงเพราะต้นทุนที่แพงขึ้น
@ ต้นทุนวัตถุดิบยังสูง
ขณะที่เดียวสถานการณ์สงครามจะดูเหมือนคลี่คลายลงได้ แต่ยังไม่ความไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางของราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันเคยปรับตัวขึ้นไปสูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และคาดการณ์ว่าจะทยอยปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง อาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ สหรัฐต่อบาร์เรล และ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ
โดยมองว่าราคาจะไม่ปรับตัวลงมาเร็ว เพราะการจะกลับมาผลิตและส่งออกน้ำมันได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-6 เดือน ขณะที่สต๊อกน้ำมันของกลุ่มประเทศ OECD ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี เนื่องจากมีการนำออกมาใช้ในช่วงสงคราม ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันเพื่อสร้างสต๊อกกลับคืนมา จึงเป็นอุปสงค์ที่ดึงให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ระดับสูงแม้ซัพพลายจะเริ่มกลับมา ดังนั้นจึงคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะยังสูงตลอดทั้งปี
@ใช้ซัพพลายในประเทศ
อย่างไรก็ดีจากการที่รัฐบาลไทยมีความพยายามผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยตั้งเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท แสดงถึงการที่ไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center, AI และ Smart Technology ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ชัดเจนและจับต้องได้มากในขณะนี้
แต่ทั้งนี้การเข้ามาลงทุนจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ไหมเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะนักลงทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่มักใช้วัตถุดิบจากประเทศตัวเองทั้งคนและสิ่งของ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้นหากมีการใช้ วิศวกรไทยและแรงงานไทย เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการลงทุนเหล่านี้ แทนที่จะเป็นการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญและผู้รับเหมาจากต่างประเทศทั้งหมด
ขณะที่ไทยมีพื้นฐานความพร้อมในระดับหนึ่งในการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) อยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าเดิม หากไทยสามารถสร้าง Supply Chain เพื่อป้อนชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบให้แก่โครงการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ จะส่งผลให้ GDP เติบโตดีขึ้นกว่าเดิมมาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
