เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,585-1,600 จุด โดยยังมี Sentiment บวกจากต่างประเทศหลังเม็ดเงินยังไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตามตลาดตอบรับเชิงบวกต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านไปแล้วพอสมควร ทำให้ความร้อนแรงจะลดลงจากช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุม Fed สัปดาห์นี้ ซึ่งแม้ตลาดจะคาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% เช่นเดิม แต่โฟกัสหลักจะอยู่ที่ถ้อยแถลงครั้งแรกของเควิน วอร์ช ว่าโทนจะออกมาตึงตัวหรือผ่อนคลายอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้ม Bond Yield รวมถึงค่าเงิน ปัจจุบันตลาดประเมินความน่าจะเป็นที่ Fed จะต้องขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลงต่ำกว่า 60% โดยได้อานิสงส์จากแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคา Commodity ที่ลดลง เรายังคงมุมมองและความคาดหวังเชิงบวกต่อแนวโน้มกระแสเงินทุนระยะกลาง-ยาวที่มีโอกาสพลิกกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยใน 2H26 จากแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่จะทยอยลดลง และค่าเงินบาทที่คาดกลับมาแข็งค่า เราเชื่อว่าตลาดจะยังทยอยเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงานและ Commodity เข้าหากลุ่ม Domestic/Consumption และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้าSPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ตลาดมากให้มีโอกาสกลับมา Outperform
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง กระทบจำกัดหรือได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
หุ้นเด่นเดือน มิ.ย : BGRIM, CPALL, CRC, ERW, STA
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : OSP
• ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19 บาท
• เราเริ่มเห็น upside ต่อกำไรใน 2H26 จากผลบวกของไทยช่วยไทย และปัญหาพม่าเริ่มคลี่คลาย แนวโน้มกำไร 2Q26 อาจดีกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย อาจแตะระดับ 1.03 พันลบ. -11.1% q-q,+1.8% y-y เดิมคาด -3% y-y จากผลบวกของไทยช่วยไทย
• เราคาด OSP เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่คลี่คลาย เป็นบวกต่อต้นทุนเริ่มทรงตัวและอาจปรับลงในระยะถัดไป ขณะที่อีกจุดเด่นคือ dividend yield ราว 6-7% ต่อปี
• แนวรับ 15.10-15 บาท แนวต้าน 15.80-16 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นแตะ 1600 จุดอีกครั้ง หลังมีโอกาสที่สหรัฐฯ-อิหร่าน จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิง และตลาดเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้น Tech กันอีกครั้ง โดยเรามองกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1580-1610 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- นายกรัฐมนตรีอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลไทยเตรียมกู้ยืมเงิน 200,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.2% จากตลาดภายในประเทศทั้งหมด การกู้ยืมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกู้ยืมฉุกเฉินมูลค่า 400,000 ล้านบาทที่กำลังเป็นที่ถกเถียง เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน
- นายเอกนิติ นิติธันประภาส รมว.คลัง กล่าวว่า ไทยอาจปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จากปัจจุบันที่ 1.6% หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง โดยระบุว่ารัฐบาลจะยังคงระมัดระวังเนื่องจากความไม่แน่นอนทั่วโลกยังคงมีอยู่
- "พิพัฒน์" เร่งดันไทยเป็น Aviation Hub ในปี 72 ดึงข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์กึ่งกลางอาเซียน ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางขนส่งภูมิภาค คาดผู้โดยสารสุวรรณภูมิทะลัก พร้อมดันโครงการ East Expansion จ่อคิวเข้า ครม.
- BIG LOT: วันนี้พบการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ TTB มีมูลค่าสูงสุด 9,244.98 ล้านบาท จำนวนกว่า 4 พันล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ย 2.26 บาท/หุ้น
- BEM หั่นค่าโดยสาร MRT สีน้ำเงินลง 1 บาท เดินทางไกลจ่ายสูงสุด 44 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 69 ถึง 2 ก.ค. 71
- ร้านอาหารไซส์ S วอนรัฐปรับเกณฑ์ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้ธุรกิจที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้าร่วมได้ หลังยอดขายร่วงหนัก เพื่อช่วยอุ้มชูผู้ประกอบการในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี
Fund Flow และตลาดการเงิน
- ตลาดหุ้น (SET): นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 353 ล้านบาท (รวม SET และ MAI)
- ตลาดตราสารหนี้: วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 93,048 ล้านบาท
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ 32.54/59 บาท/ดอลลาร์ แกว่งตัวในกรอบแคบตามทิศทางภูมิภาค คาดกรอบการเคลื่อนไหวพรุ่งนี้ที่ 32.50 - 32.70 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยต่างประเทศ
• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดลงนามในสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยแผน 14 ข้อ รวมถึงการขยายเวลาหยุดยิงและการเจรจาใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้อีกหลายประเด็น ข้อตกลงนี้ได้รับการตอบรับด้วยความโล่งใจในตลาดและในหมู่รัฐต่างๆ ในตะวันออกกลาง แต่ประเทศอิสราเอลไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับขั้นตอนสุดท้ายและแก้ไขปัญหาที่ยังค้างอยู่
- หุ้น EM พุ่งรับข้อตกลง: หุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาพุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้นและสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันร่วงลงจากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของตลาดพลังงาน
- มุมมองราคาน้ำมันจาก JPMorgan: JPMorgan กล่าวว่าน้ำมันอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับหุ้นได้ ราคาน้ำมันที่ร่วงลงอาจจุดชนวนการชุมนุมในวงกว้างที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจร่วงลงสู่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้นใหม่ จะช่วยปลดล็อกสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งและเพิ่มอุปทานให้กับตลาดโลก วอร์ดกล่าว
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,580 – 1,590 แนวต้าน 1,600 – 1,610 คาดดัชนียังได้ปัจจัยหนุนหลังปัจจัยเสี่ยงด้านราคาพลังงานปรับลดลง ซึ่งส่งผลบวกต่อกำลังซื้อในประเทศ และปัจจัยช่วยหนุนกลุ่ม Domestic Play โดยนักลงทุนยังอาจรอประเมินผลการประชุมเฟดในวันพรุ่งนี้ แนะนำทยอยซื้อธีม De-escalation เช่น AOT, BA, BH, BDMS, MINT, CENTEL, ERW / กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน GULF, GSPC, BGRIM, AMATA, WHA, WHAUP, CK, STECON / กลุ่ม Domestic Play เช่น CPALL, CRC, TTB, KTB, KTC คาดได้ประโยชน์จากกำลังซื้อเริ่มฟื้นตัว
GPSC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 45.00 บาท) ได้ Sentiment บวกจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลง แต่ระยะสั้นแนวโน้มกำไร 2Q69 ลดลง กดดันจากต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้า SPP ที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามคาดผลกระทบบางส่วนจะได้รับการชดเชยได้จากโรงไฟฟ้า IPP เก็คโค่-วัน ที่จะกลับมาเดินเครื่อง-ขาดทุนจากต้นทุนถ่านหินลดลง และผลประกอบการของ Avaada ดีขึ้น ส่วนภาพในระยะยาวมีปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินลงทุน data center ในประเทศไทยหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยร่าง PDP ฉบับใหม่ที่จะเปิดเผยใน 3Q69 เพิ่มโอกาสให้ GPSC จากการต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่กำลังจะหมดอายุออกไปเพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น เบืองต้นอิงจาก consensus คาดกำไรปี 69-70 ที่ 5.63 พันล้านบาท -12%YoY และ 6.26 พันล้านบาท +11%YoY
CENTEL* (ซื้อ /ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 39.94 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงในตะวันออกกลาง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารมีความคาดหวังจาก Multiple Effect หลังเดือน มิ.ย.69 เริ่มใช้จ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส” และบอลโลก ด้านกำไรสุทธิ 1Q69 ของ CENTEL* อยู่ที่ 2,143 ลบ.(+186%YoY, +120% QoQ) มีแรงหนุนทั้งจากกำไรพิเศษการขายสินทรัพย์ของJV และจาก Core Operation ของ CENTEL* ที่ดีขึ้น โดย ธุรกิจโรงแรมมีปัจจัยบวกจากโรงแรมที่ Renovate เสร็จสิ้น ส่วนธุรกิจอาหาร SSSG ยัง +1% ผ่านแบรนด์คัตซึยะและคีอานิซึ่งเป็นที่นิยม ทั้งนี้ การดำเนินงานปกติใน 2Q69-3Q69 อาจชะลอตัวกดดันตามฤดูกาล แต่มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวเด่นใน 4Q69
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
