สายเกินไปแล้วหรือยัง? เจาะโอกาส Memory Chip ในวันที่ AI ก้าวจาก Training สู่ Inference

ในรอบปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) คือ มุมหนึ่งของตลาดหุ้นโลกที่ให้ผลตอบแทน โดดเด่นที่สุด จนหลายคนเริ่มถามว่า "สายเกินไปแล้วหรือยัง?" คำถามนี้สำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องราคาหุ้นกลุ่มหนึ่งวิ่งแรง แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล ในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลก ชิปหน่วยความจำได้ขยับจาก "ชิ้นส่วนเก็บข้อมูลราคาถูก" มาเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่บริษัทเทคโนโลยีต้องแย่งกัน โดยผู้ใช้รายใหญ่ที่สุดไม่ใช่ผู้บริโภคทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ความต้องการจึงผูกกับงบลงทุน (Capital Expenditure) ของบริษัทเหล่านี้ ซึ่งเปลี่ยนคุณภาพของวัฏจักรไปจากทุกรอบที่ผ่านมา หน่วยความจำหลักแบ่งเป็น DRAM ที่ใช้ขณะประมวลผล กับ NAND Flash ที่ใช้จัดเก็บข้อมูลถาวรอย่างใน SSD
แม้ราคาหุ้นจะขึ้นมามาก แต่กำไรวิ่งเร็วกว่า UBS คาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) ของ DRAM จะทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 80% ในปี 2026–2027 และยังยืน 60–70% ต่อเนื่องถึงปี 2030 ขณะที่ Bank of America เปรียบเทียบรอบนี้กับยุคบูมในทศวรรษ 1990 และประเมินรายได้ DRAM ทั่วโลกโตราว 51% ส่วน NAND โตราว 45% ข้อมูลจาก Bloomberg แสดงให้เห็นว่าหุ้นผู้นำในธีมนี้มี CAGR กำไรคาดการณ์ตั้งแต่เกือบ 50% จนถึงกว่า 200% โดยบางรายมี Forward P/E ปี 2026 ต่ำกว่า 10 เท่า สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักความเสี่ยงของวัฏจักรอยู่พอสมควร
อีกสัญญาณคือราคาตลาดซื้อขายทันที (Spot Price) ปรับขึ้นนำราคาตามสัญญา (Contract Price) โดย CLSA ระบุว่าบางช่วงขึ้นถึงราว 525% ซึ่งมักบ่งชี้ว่ารายได้หลักของผู้ผลิตยังจะถูกปรับขึ้นต่อ และอาจลากยาวถึงต้นปี 2027 รากฐานที่ทำให้ราคายืนได้นานคือผู้ผลิตคุมกำลังการผลิตเพื่อรักษากำไรแทนการแข่งลดราคา สินค้าคงคลัง DRAM ลดเหลือเพียง 4–5 สัปดาห์ ส่วน NAND กระจุกตัวสูง ผู้เล่นหลัก 5–6 รายครองตลาดรวมกันกว่า 80–90% และพร้อมใจปรับราคาขึ้น 33–38% ภายในไตรมาสเดียวในปี 2026 นี่คือรากฐานของอำนาจกำหนดราคา (Pricing Power) ที่กลับมาหนุนกำไรทั้งกลุ่ม
โอกาสที่ตลาดอาจยังประเมินไม่ครบอยู่ที่คลื่นลูกถัดไป ระยะแรก AI ขับเคลื่อนด้วย HBM (High Bandwidth Memory) เพื่อฝึกฝนโมเดล (Training) ทำให้ DRAM ครองตลาดหน่วยความจำสำหรับ AI ราว 77–81% ในช่วง ปี 2023–2025
แต่ปี 2026–2028 การเติบโตกำลังเคลื่อนสู่ขั้นนำ AI ไปใช้งานจริง (Inference) ความต้องการจัดเก็บข้อมูล ในเซิร์ฟเวอร์ AI จึงโตถึง 71% ต่อปี เทียบเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปที่โตเพียง 31% ทำให้ NAND ที่เคยเป็นพระรองมีมูลค่าสูงขึ้น ผลของลูกโซ่ยัง ลามถึงฮาร์ดดิสก์ (HDD) ที่หลายคนคิดว่าใกล้ล้าสมัย Gartner และ J.P. Morgan ระบุว่า HDD ยังครอง ความจุในศูนย์ข้อมูลราว 80% ด้วยต้นทุนต่อความจุที่ SSD สู้ไม่ได้ เมื่อ NAND แพงขึ้น เทรนด์เปลี่ยนจาก HDD ไป SSD จึงชะลอลง โดย J.P. Morgan ประเมินผู้นำ HDD บางรายมีโอกาสดันอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 50% ภายในปี 2027 จากเดิม 25–30%
ประเด็นสำคัญคือประโยชน์รอบนี้กระจายตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ DRAM/HBM ไปจนถึง NAND/SSD และ HDD ฝั่งความต้องการก็ยังไม่แผ่ว CLSA คาดงบลงทุนของ Cloud Hyperscalers ปี 2026 จะโตอีกราว 12% ขณะที่อุปทาน ถูกจำกัดด้วยเวลาและเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในการสร้างโรงงานขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้ คือ “วัฏจักร” นักลงทุนควรชั่งน้ำหนักความเสี่ยงทั้งราคาชิปที่กลับทิศ ได้เร็ว การลงทุน AI ที่อาจชะลอ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ บทเรียนปี 2023 ที่ผู้ผลิตขาดทุนจากการเร่งผลิตจนล้นตลาด ย้ำเตือนว่าสมดุลอุปสงค์–อุปทานพลิกกลับได้เสมอเพราะโอกาสไม่ได้อยู่ที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของทั้ง
ห่วงโซ่ การเลือกหุ้นรายตัวให้ถูกทั้งจังหวะและตำแหน่งจึงท้าทาย ทางเลือกหนึ่งคือเข้าถึงธีมผ่านการกระจายลงทุนในผู้นำที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ คัดเลือกบริษัทขนาดใหญ่สภาพคล่องสูง บริหารพอร์ตต่อเนื่อง พร้อมป้องกันความเสี่ยงด้าน อัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน คำถามที่ว่า "สายเกินไปแล้วหรือยัง" อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง คำถามที่สำคัญกว่าคือ นักลงทุนเข้าใจวัฏจักร เข้าใจความเสี่ยง และเลือกวิธีเข้าถึงธีมในแบบที่เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตนแล้วหรือยัง อีกทั้งการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
คอลัมน์: How to ลงทุน by MFC
โดย ธิดารัตน์ เจริญวุฒิ
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
