รีเซต

Bitcoin ทะลุ $62,000 ทำจุดสูงสุดใหม่เดือนกรกฎาคม รับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาด

Bitcoin ทะลุ $62,000 ทำจุดสูงสุดใหม่เดือนกรกฎาคม รับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาด
ทันหุ้น
3 กรกฎาคม 2569 ( 11:29 )
8

Bitcoin ทะลุ $62,000 ทำจุดสูงสุดใหม่เดือนกรกฎาคม รับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาด

Bitcoin (BTC) พุ่งทะลุ 62,000 ดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดใหม่ของเดือนกรกฎาคมที่ 62,137 ดอลลาร์ (ราว 2.07 ล้านบาท) บนกระดาน Bitstamp เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก พูดง่ายๆ ก็คือ ข่าวร้ายของตลาดแรงงานกลายเป็นข่าวดีของสินทรัพย์เสี่ยง เพราะช่วยลดแรงกดดันที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะต้องคุมเข้มนโยบายการเงินต่อ

 จ้างงานสหรัฐฯ สะดุด เปิดทาง Bitcoin เด้งแรง

ข้อมูลจาก TradingView ระบุว่าคู่เทรด BTC/USD ปรับตัวขึ้นเกือบ 4% ภายในวันเดียว แตะจุดสูงสุดใหม่ของเดือนที่ 62,137 ดอลลาร์ ขานรับรายงานจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ BLS (Bureau of Labor Statistics — หน่วยงานรัฐที่จัดทำสถิติตลาดแรงงานของสหรัฐฯ) ที่เผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.2% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ราว 110,000–115,000 ตำแหน่ง (แล้วแต่สำนักสำรวจ)

ราคา BTC/USD ในระยะเวลาสี่ชั่วโมง ที่มา: Cointelegraph/ TradingView

ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือตัวเลขย้อนหลังถูกปรับลดลงด้วย โดย ตัวเลขเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดลง 43,000 ตำแหน่ง เหลือ 129,000 ตำแหน่ง และเดือนเมษายนถูกปรับลด 31,000 ตำแหน่ง รวมสองเดือนหายไปถึง 74,000 ตำแหน่งจากที่รายงานไว้เดิม ซึ่งสอดคล้องกับที่ The Kobeissi Letter (เดอะ โคเบสซี เลตเตอร์ — สำนักวิเคราะห์ตลาดชื่อดังบน X) ให้ความเห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ "ผันผวน" 

ข้อมูลอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ที่มา: BLS

ภาพรวมตลาดแรงงานที่อ่อนแอเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพราะนักกลยุทธ์มองว่าตัวเลขที่ชะลอตัวช่วยตอกย้ำว่าเฟดแทบไม่มีแรงกดดันที่จะต้องคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม CNBC

นักวิเคราะห์เริ่มมองบวก จับตาแนวต้าน $65,000

มิคาเอล ฟาน เดอ ป็อปเปอ (Michaël van de Poppe) เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง เป็นหนึ่งในผู้ที่ปรับมุมมองระยะกลางเป็นบวกมากขึ้น โดยระบุผ่าน X ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ลดลงประกอบกับข้อมูลแรงงานล่าสุด ถือเป็นสัญญาณสาธารณะที่ชัดเจนต่อทิศทางตลาด พร้อมมองว่าหาก Bitcoin สามารถทะลุระดับ 65,000 ดอลลาร์ (ราว 2.16 ล้านบาท) ขึ้นไปได้อย่างชัดเจน โอกาสที่ราคาจะปรับฐานลงแรงอีกครั้งก็อาจลดลง

ด้านนักวิเคราะห์นามแฝง Exitpump (เอ็กซิตพัมป์) ชี้ข้อมูลจาก Order Book (สมุดคำสั่งซื้อขายที่แสดงแรงซื้อแรงขายในตลาดแบบเรียลไทม์) ของ Binance ว่าราคาที่ทะลุกำแพงคำสั่งขายขนาดใหญ่ได้ พร้อมมีแรงซื้อไล่ราคาตามเข้ามารองรับ เป็นสัญญาณว่า "ฝั่งผู้ซื้อกลับมาแข็งแกร่งแล้ว"

ล้างชอร์ตเกือบ 450 ล้านดอลลาร์ ต้อนรับ "Green July"

ข้อมูลจาก CoinGlass (แพลตฟอร์มติดตามข้อมูลตลาดอนุพันธ์คริปโต) ระบุว่าการปรับตัวขึ้นครั้งนี้ทำให้เกิดการล้างสถานะชอร์ต (Short Liquidation — การบังคับปิดสถานะของนักเทรดที่เก็งกำไรขาลง) ในตลาดคริปโตรวมเกือบ 450 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมง

ราคา BTC/USD ระยะ 1 เดือน พร้อมเส้น EMA 21 และ 50 แหล่งที่มา: Rekt Capital/X

ขณะที่เร็กต์ แคปิตอล (Rekt Capital) เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ชื่อดัง โพสต์ต้อนรับสิ่งที่เขาเรียกว่า "Green July" หรือเดือนกรกฎาคมสีเขียว โดยก่อนหน้านี้เขาคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจมี Relief Rally (การฟื้นตัวระยะสั้นในแนวโน้มขาลง) ในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่โมเมนตัมตลาดหมีอาจกลับมาอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ กราฟวิเคราะห์ของเขาที่ใช้เส้นค่าเฉลี่ย EMA (Exponential Moving Average — เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) รอบ 21 เดือนและ 50 เดือน ถูกนำไปเปรียบเทียบกับตลาดหมีปี พ.ศ. 2565 โดยนัยว่าจุดต่ำสุดของวัฏจักรรอบนี้อาจยังมาไม่ถึง และหากราคาดีดขึ้นไปทดสอบเส้น 50 EMA แล้วกลายเป็นแนวต้านใหม่ ตลาดก็อาจเข้าสู่ช่วงเร่งตัวขาลงเพิ่มเติมได้ในระยะถัดไป

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph 

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-new-july-high-62k-weak-us-jobs-data

Bitwise ชี้ยุค Strategy ครองตลาด Bitcoin ใกล้จบ หลังวิกฤต STRC ฉุด BTC ร่วงต่ำสุดรอบ 21 เดือน

แมตต์ ฮูแกน (Matt Hougan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ Bitwise (บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของสหรัฐฯ) ออกมาระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ยุคที่ Strategy เป็น "ผู้ซื้อ Bitcoin ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก" น่าจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังเหตุการณ์หุ้นบุริมสิทธิ์ STRC หลุดราคาพาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสั่นคลอนความเชื่อมั่นและกดราคา Bitcoin ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี พูดง่ายๆ ก็คือ ไม้ผลัดกำลังจะถูกส่งต่อจาก Strategy ไปยังสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แทนนั่นเอง

จุดเปลี่ยนจากวิกฤต STRC

ความเชื่อมั่นต่อโมเดลการซื้อ Bitcoin ของ Strategy อ่อนแอลงอย่างหนักเมื่อปลายเดือนที่แล้ว หลังหุ้นบุริมสิทธิ์ถาวรรุ่นหลักของบริษัทอย่าง Stretch หรือ STRC (หุ้นบุริมสิทธิ์อัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ Strategy ใช้ระดมทุนซื้อ Bitcoin) ร่วงจากราคาพาร์ที่ 100 ดอลลาร์ (ราว 3,320 บาท) ลงมาต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ (ราว 2,490 บาท) จุดกระแสความกังวลว่าโมเดลการจ่ายปันผลของบริษัทอาจไม่ยั่งยืน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 21 เดือนที่ 58,190 ดอลลาร์ (ราว 1.93 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ซ้ำเติมความปั่นป่วนทั่วทั้งตลาดคริปโต ก่อนที่ Strategy จะตอบสนองด้วยการประกาศยอมขาย Bitcoin บางส่วนเมื่อจำเป็นเพื่อจ่ายปันผล พร้อมขยายทุนสำรองสกุลดอลลาร์เป็น 2.55 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.47 หมื่นล้านบาท) ซึ่งช่วยคลายความกังวลเฉพาะหน้าได้ แต่ก็ทำให้สถานะ "ผู้ซื้อที่ดุดันที่สุดในอุตสาหกรรม" อ่อนแรงลงตามไปด้วย

ฮูแกนกล่าวว่า "หลายปีที่ผ่านมา Strategy คือผู้ซื้อ Bitcoin ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และเป็นแหล่งอุปสงค์ทางเดียว (One-way Demand) ของ Bitcoin — วันเวลาเหล่านั้นน่าจะจบลงแล้ว" พร้อมคาดว่าธนาคารเพื่อการลงทุน บริษัทจัดการสินทรัพย์ กองทุนบำนาญ กองทุนมหาวิทยาลัย และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) จะก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนอุปสงค์หลักของ Bitcoin แทน อย่างไรก็ตาม เขายังคาดว่า Strategy จะยังเป็น "ผู้ซื้อสุทธิ" ในตลาดกระทิงรอบหน้าอยู่ดี

⚙️ "วิศวกรรมการเงิน" ที่ผิดพลาด ซ้ำรอย GBTC ปี 2021

ฮูแกนอธิบายว่ากรณี STRC คือ "พลวัตช่วงปลายวัฏจักรแบบคลาสสิก" และเปรียบเทียบกับการล่มสลายของค่าพรีเมียม GBTC ของ Grayscale ในปี 2021 (พ.ศ. 2564) โดยชี้ว่า "เงินที่ไล่ล่าผลตอบแทนสูงและความผันผวนต่ำ ถูกนำมาใช้ซื้อ Bitcoin ซึ่งไม่ได้มีคุณสมบัติทั้งสองอย่างเลย เงินก้อนนี้ไม่เคยเหมาะกับ Bitcoin ตั้งแต่แรก จึงต้องถูกสะสางออกไปก่อนที่ตลาดจะหาจุดต่ำสุดเจอ — และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้"

อีกมุมมอง: ดราม่าเกินจริง และ Strategy ยังไม่เสี่ยงล้ม

ด้าน แมตต์ โคล (Matt Cole) ซีอีโอของ Strive (บริษัทจัดการสินทรัพย์สหรัฐฯ) มองต่างมุม โดยกล่าวในรายการของ เนต เจอราซี (Nate Geraci) ประธาน NovaDius Wealth Management ว่าประเด็น STRC ถูกสื่อขยายความเกินจริงจนกดราคา Bitcoin ลงมากกว่าที่ควร เพราะการถือครอง 847,363 BTC ของ Strategy คิดเป็นเพียง 4% ของอุปทานทั้งหมด ซึ่งหากเทียบมาตรฐานของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สัดส่วนต่ำกว่า 5% ยังไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญ (Material) ด้วยซ้ำ

ขณะที่ฮูแกนเองก็ย้ำว่า Strategy ไม่ได้เผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะบริษัทมีสินทรัพย์สภาพคล่องราว 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.73 ล้านล้านบาท) เทียบกับหนี้สินเพียง 7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.32 แสนล้านบาท) โดยราคา Bitcoin ต้องร่วงลงอีกราว 70% ไปอยู่แถว 18,500 ดอลลาร์ (ราว 6.14 แสนบาท) บริษัทจึงจะตกอยู่ในความเสี่ยง และหาก Strategy เริ่มขาย Bitcoin ตั้งแต่วันนี้ ก็สามารถจ่ายปันผล STRC และหุ้นบุริมสิทธิ์รุ่นอื่นๆ ได้ต่อเนื่องถึง 28 ปี

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph (ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจาก CoinDesk, FXStreet และ crypto.news)

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitwise-strategy-less-important-bitcoin

JPMorgan สับยุทธศาสตร์ล้างไพ่ Strategy จวกปู่เซย์เลอร์แกว่งเท้าหาเสี้ยน เพิ่มความเสี่ยงล้างพอร์ตคริปโต

นักวิเคราะห์ JPMorgan (ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ) ออกรายงานเตือนว่า นโยบายขาย Bitcoin ที่ Strategy ของ ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) เพิ่งประกาศเป็นทางการ กำลังสร้าง "ความเสี่ยงสองทางที่หลีกเลี่ยงได้" ให้ตลาดคริปโต เพราะบริษัทที่ถือ BTC ราว 4% ของอุปทานทั้งหมด อาจกลายเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ตลาดต้องลุ้นสองเด้งว่าวันไหน Strategy จะซื้อหรือจะขาย

JPMorgan มองอะไรใน "BTC Monetization Program"

นโยบายที่เป็นประเด็นคือ BTC Monetization Program ซึ่งเปิดทางให้ Strategy ขาย Bitcoin เพื่อระดมเงินสดได้สูงสุด 1,250 ล้านดอลลาร์ (ราว 41,475 ล้านบาท) สำหรับเสริมทุนสำรอง จ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ (หุ้นที่ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญ) จ่ายดอกเบี้ย รวมถึงซื้อหุ้นคืนเพื่อปรับโครงสร้างเงินทุน

ทีมนักวิเคราะห์นำโดย นิโคลอส ปานีจีร์โซกลู (Nikolaos Panigirtzoglou) กรรมการผู้จัดการของ JPMorgan ระบุในรายงานว่า ความเป็นไปได้ที่ Strategy จะขาย Bitcoin ก่อให้เกิดความเสี่ยงสองทาง (Two-way Risk) เพิ่มความไม่แน่นอนและความผันผวนให้ราคา BTC ทั้งที่จริงแล้ว "หลีกเลี่ยงได้" หากบริษัทเลือกออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อสะสมเงินสดไว้จ่ายปันผลแทน

 ทุนสำรอง 17 เดือน "ยังไม่พอ" ในสายตา JPMorgan

Strategy ประกาศเป้าหมายเงินสดสำรองขั้นต่ำให้ครอบคลุมภาระปันผลและดอกเบี้ย 12 เดือน โดยปัจจุบันถือเงินสด 2,550 ล้านดอลลาร์ (ราว 84,609 ล้านบาท) เพียงพอสำหรับราว 17 เดือน

แต่ JPMorgan มองว่าตัวเลขนี้ควรสูงถึง 24–36 เดือนโดยแนะให้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนแม้จะทำให้หุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV — มูลค่าสินทรัพย์รวมหักหนี้สิน) ก็ตาม เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าบริษัทจะไม่จำเป็นต้องขาย Bitcoin ในอนาคตอันใกล้

ทำไม Strategy ถึงต่างจากบริษัททั่วไป

สำหรับบริษัททั่วไป ความยืดหยุ่นในการขายสินทรัพย์เพื่อจ่ายปันผลถือเป็นเรื่องดี แต่ Strategy ไม่ใช่บริษัททั่วไป เพราะเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกด้วยสัดส่วนราว 4% ของอุปทานทั้งหมด และปีนี้เข้าซื้อไปแล้วราว 13,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 454,566 ล้านบาท) คิดเป็นประมาณ 70% ของกระแสเงินไหลเข้าสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดตามการประเมินของ JPMorgan

ด้วยขนาดระดับนี้ แค่ "ความเป็นไปได้" ว่าจะขาย ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนตลาดแล้ว และเนื่องจากมูลค่าบริษัทผูกติดกับราคา Bitcoin อย่างแยกไม่ออก ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นอาจย้อนกลับมากดมูลค่าบริษัทเอง ทำให้ต้นทุนการระดมทุนเพื่อซื้อ BTC เพิ่มสูงขึ้นเป็นวงจร

 ตลาดกำลัง "ตีราคา" ความเสี่ยงนี้แล้ว

นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคา Bitcoin เผชิญแรงกดดันหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง Strategy ขาย 32 BTC เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 เพื่อจ่ายปันผล ประกอบกับแรงกดดันต่อธีม Debasement Trade (การลงทุนในสินทรัพย์อย่าง Bitcoin และทองคำเพื่อป้องกันการด้อยค่าของเงินเฟียต) จากการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

อย่างไรก็ตาม JPMorgan ชี้ว่าครึ่งปีหลังอาจฟื้นตัวแข็งแกร่งได้ หากเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ คือ Strategy เพิ่มทุนสำรองให้ครอบคลุม 24–36 เดือน และสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายโครงสร้างตลาด Clarity Act — หากเกิดขึ้นจริง ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอในปัจจุบันอาจกลายเป็น "สัญญาณกระทิงแบบสวนกระแส" (Bullish Contrarian Signal) ในครึ่งหลังของปี

อ้างอิงต้นฉบับ: The Block 

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/jpmorgan-strategy-bitcoin-sale-policy

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง