รีเซต

วิกฤตพยากรณ์อากาศสหรัฐฯ หลัง “ทรัมป์” หั่นงบ NOAA นักวิทย์เตือน “AI ก็ช่วยไม่ได้”

วิกฤตพยากรณ์อากาศสหรัฐฯ  หลัง “ทรัมป์” หั่นงบ NOAA  นักวิทย์เตือน “AI ก็ช่วยไม่ได้”
TNN ช่อง16
19 พฤษภาคม 2569 ( 10:30 )
1

ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ฤดูเฮอริเคนและเผชิญแนวโน้มคลื่นความร้อนรุนแรงทำลายสถิติในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มแสดงความกังวลว่า การตัดลดงบประมาณและโครงการด้านข้อมูลภูมิอากาศของรัฐบาลประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจส่งผลให้ความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศลดลง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนหน้านี้ National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA เปิดตัวระบบพยากรณ์อากาศด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยระบุว่าจะช่วยเพิ่มทั้งความเร็ว ประสิทธิภาพ และความแม่นยำในการคาดการณ์สภาพอากาศ พร้อมเปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวถูกฝึกด้วยข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลังนานหลายศตวรรษ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญของการพยากรณ์อากาศยุคใหม่ แต่ประสิทธิภาพของมันขึ้นอยู่กับ “ปริมาณและคุณภาพของข้อมูล” ที่ใช้ฝึกระบบ หากข้อมูลลดลง ความแม่นยำก็อาจลดลงตามไปด้วย

“โมนิกา เมดินา” อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ด้านมหาสมุทรและบรรยากาศของสหรัฐฯ ระบุว่า ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้านภูมิอากาศและสภาพอากาศลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะเสนอเพิ่มงบให้สำนักงานพยากรณ์อากาศแห่งชาติเล็กน้อย แต่ในภาพรวม NOAA กลับถูกตัดงบประมาณลงถึง 40%

รายงานหลายฉบับยังระบุว่า การลดจำนวนบุคลากรทำให้ NOAA ต้องลดภารกิจปล่อยบอลลูนตรวจอากาศ รวมถึงจำกัดการทำงานของระบบดาวเทียม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ขณะเดียวกัน โครงการศึกษาผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงงบสนับสนุนนักวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูล ก็ถูกตัดลดลงเช่นกัน

ด้าน “เครก แมคลีน” อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์รักษาการของ NOAA กล่าวว่า “สภาพอากาศเมื่อสะสมระยะยาวก็คือภูมิอากาศ การตัดงานวิจัยภูมิอากาศจึงกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการพยากรณ์อากาศ และทำให้การพัฒนาระบบคาดการณ์หยุดชะงัก”

ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเตรียมรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งคาดว่าจะทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง ทำลายสถิติความร้อนทั่วประเทศ และอาจกระตุ้นกิจกรรมเฮอริเคนในบางภูมิภาคให้รุนแรงขึ้น

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ระบบพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมใช้หลักฟิสิกส์และสมการคณิตศาสตร์จำลองการเคลื่อนตัวของชั้นบรรยากาศ ขณะที่ระบบ AI จะเรียนรู้จากรูปแบบข้อมูลสภาพอากาศในอดีตเพื่อคาดการณ์อนาคต แม้ AI จะใช้พลังประมวลผลน้อยกว่าและทำงานได้รวดเร็วกว่า แต่กลับมีข้อจำกัดสำคัญเมื่อเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า โมเดล AI ยังทำผลงานได้ต่ำกว่าระบบดั้งเดิมในการคาดการณ์ภัยอากาศรุนแรง เพราะระบบมักอ้างอิงรูปแบบสภาพอากาศในอดีต ทำให้ไม่สามารถจำลองเหตุการณ์ทำลายสถิติที่กำลังเกิดบ่อยขึ้นจากวิกฤตภูมิอากาศได้ดีพอ

“เซบาสเตียน เองเกิลเกอ” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเจนีวา หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า ระบบแบบฟิสิกส์ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะสามารถวิเคราะห์ตาม “กฎธรรมชาติ” ได้ แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้าน “คริส โกลนิงเกอร์” นักอุตุนิยมวิทยานิติเวช เปรียบเทียบว่า ปัญหาของ AI ก็คล้ายโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในโลกปัจจุบัน ที่ถูกออกแบบมาสำหรับ “ภูมิอากาศแบบเดิม” ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ

เขาระบุว่า โมเดล AI ถูกฝึกจาก “สภาพภูมิอากาศที่ไม่มีอยู่แล้ว” และยกตัวอย่างว่า ในการคาดการณ์พายุหิมะครั้งประวัติศาสตร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2026 โมเดลดั้งเดิมกลับให้ผลแม่นยำกว่า AI อย่างชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากรัฐบาลเพิ่มการพึ่งพา AI มากขึ้น ขณะเดียวกันกลับลดการเก็บข้อมูลและงานวิจัยภูมิอากาศ ก็อาจกระทบความน่าเชื่อถือของระบบพยากรณ์อากาศของรัฐบาลกลางในระยะยาว

แม้ NOAA ยืนยันว่า AI เป็นเพียง “เครื่องมือเสริม” ไม่ใช่ตัวแทนของระบบเดิม และยังใช้ร่วมกับแบบจำลองฟิสิกส์เพื่อประเมินหลายสถานการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่าการผลักดัน AI เร็วเกินไป ท่ามกลางการตัดลดข้อมูลพื้นฐาน อาจสร้างความเสี่ยงใหม่ในอนาคต

นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยสาธารณะ เพราะการพยากรณ์อากาศมีบทบาทสำคัญต่อการเตือนภัยพิบัติ การบิน การเดินเรือ ภาคพลังงาน และภาคเกษตรกรรม หากความแม่นยำลดลง ผลกระทบอาจขยายวงกว้างต่อเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนทั่วประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง