แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Asia คู่แข่งอันดับหนึ่งของสหรัฐ

แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Asia คู่แข่งอันดับหนึ่งของสหรัฐ
TNN Wealth
27 เมษายน 2564 ( 09:41 )
55
แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Asia คู่แข่งอันดับหนึ่งของสหรัฐ

สัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึงตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของสหรัฐฯไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามาดูฝั่งเอเชียกันบ้างเริ่มที่คู่แข่งเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ

 


ตลาดหุ้นจีนกำลังมาแรง และเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก เวลานี้ถ้าอยากเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ต ต้องขยับออกไปลงทุนในจีน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ  ดูโดยรวมแล้วประเทศใหญ่ทางฝั่งเอเชียอย่างจีน แบงก์ชาติจีนยังคงอัตราดอกเบี้ยพร้อมกำหนดเงินค่าหยวนให้แข็งค่า ตัวเลขเศรษฐกิจดูดี ขณะที่ค่าเงินดอลล่าร์ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง สนับสนุนให้ Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าประเทศในเอเชียโดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม Emerging Asia

 



ตลาดหุ้นจีนก็เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเช่นกัน อะไรคือปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นจีนในช่วงก่อนหน้านี้ และอะไรคือปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนให้ตลาดฟื้นตัวขึ้นมา และคำแนะนำสำหรับคนที่สนใจจะลงทุนในตลาดหุ้นจีน ว่ามีหลักเกณฑ์อะไรในการเลือกกองทุนสำหรับการลงทุนบ้าง
เรื่องนี้เราต้องไปคุยกับคุณเพิ่มศักดิ์ มงคลชัย  ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาทางการเงิน LH Bank จำมาให้แนวทางในการวางกลยุทธ์ลงทุนกัน

 



คำถามที่  1. ตลาดหุ้นชั้นนำในตลาดหุ้น Emerging Asia อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน มีการฟื้นตัวที่ดีนับตั้งแต่เข้าเดือนเมษายน อะไรคือปัจจัยหลักที่เข้ามาสนับสนุน


คุณเพิ่มศักดิ์ ตอบ : ดัชนีของตลาดหุ้นทั้ง 2 ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างดีนับตั้งแต่ที่ Bond Yield เริ่มปรับตัวลดลง นับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมหรือราว ๆ 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว +6.3% ด้านดัชนี Weighted ของไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 7.9% ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นกันได้ค่อนข้างดี ใกล้เคียงกับดัชนี S&P 500 ที่เป็นภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 7.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน



ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้น Emerging Asia ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียเหนืออย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี มาจาก


(1)  หุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่าง Samsung Electronics และใหญ่ที่สุดในไต้หวันอย่าง TSMC เป็นหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งคู่ ซึ่งฟื้นตัวได้ดีตาม Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงจากระดับเหนือ 1.7% มาที่ระดับต่ำกว่า 1.6%


(2) ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง โดยดัชนี US Dollar Index ได้ไปทำ high ไว้ที่ 93.44 จุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา และได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องมาที่ระดับ 90.80 จุด ยามที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนให้ตลาดหุ้นใน Emerging Market โดยเฉพาะในเอเชียให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้


(3) ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญออกมาดี โดยตัวเลขล่าสุดคือตัวเลขการส่งออก 20 วันแรกในเดือนเมษายนของประเทศเกาหลีใต้ ขยายตัวได้ดีมากถึง 45.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำของปีที่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการส่งออกของเกาหลีใต้ขยายตัวได้ดีมากจริง ๆ โดยตลาดหลักที่เกาหลีใต้ส่งออกไปคือ จีนและสหรัฐฯ ส่วนสินค้าหลักที่ส่งออกไปก็คือ สินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Memory Chip และยานยนต์

 


ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีครับ


คำถามที่  2. ตลาดหุ้นจีนก็เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเช่นกัน อะไรคือปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นจีนในช่วงก่อนหน้านี้ และอะไรคือปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนให้ตลาดฟื้นตัวขึ้นมา


คุณเพิ่มศักดิ์ ตอบ : ดัชนี CSI300 ที่รวมหุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 300 หลักทรัพย์ของตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นมายืนเหนือระดับ 5,100 จุดได้อีกครั้ง หลังจากที่ปรับตัวลดลงไปเคลื่อนไหวบริเวณ 4,900 จุดในช่วง 2 สัปดาห์ก่อน

 


ปัจจัยหลักที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา เกิดจาก

(1) หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าฟุ่มเฟือยของจีนซึ่งเติบโตได้ดี ปรับตัวลดลงตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 


(2) แต่ยามที่ Bond Yield ปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่ตลาดหุ้นจีนกลับไม่ฟื้นตัวขึ้นเหมือนกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียเหนืออย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้และตลาดหุ้นไต้หวัน เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่เข้าใกล้ระดับเดียวกับในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด โดยเฉพาะตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2021 ก็เติบโตได้ถึง 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าทางธนาคารกลางจีนจะดำเนินนโยบายด้านการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น

 

 


ส่วนปัจจัยที่เข้ามาช่วยให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มฟื้นตัวได้ มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ๆ


(1) การประกาศอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate หรือดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดียังคงไว้ที่ระดับเดิมเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันที่ระดับ 3.85% สำหรับเงินกู้ 1 ปี และ 4.65% สำหรับเงินกู้ 5 ปี ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลไปได้พอสมควร


(2) การฟื้นตัวทางเทคนิค โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มผู้ผลิตสุราและผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยี ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันได้ดีถึงดีมาก จึงทำให้ตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวขึ้นได้ในภาพรวมครับ


คำถามที่  3. ขอคำแนะนำสำหรับคนที่สนใจจะลงทุนในตลาดหุ้นจีนหน่อยครับ ว่ามีหลักเกณฑ์อะไรในการเลือกกองทุนสำหรับการลงทุนบ้าง

 


คุณเพิ่มศักดิ์ ตอบ : กองทุนหุ้นจีนจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ นะครับ

(1) กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่เพียงอย่างเดียว หรือที่เรียกกันว่ากองทุนหุ้นจีน A-Share โดยกองทุนประเภทนี้จะไม่มีการลงทุนในบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นสหรัฐฯ


(2) กองทุนที่ลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และสหรัฐฯ กองทุนประเภทนี้เราจะเรียกว่ากองทุนหุ้นจีน All China โดยกองทุนประเภทนี้ จะลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงและสหรัฐฯ ที่คนไทยคุ้นชื่อกันดีอย่าง Tencent, Alibaba, Xiaomi, Meituan Dianping, Nio, TAL Education และ Pinduoduo


นักลงทุนสามารถลงทุนกองทุนทั้ง 2 ประเภทควบคู่กันไปได้เลยครับ


สำหรับหลักเกณฑ์ในการซื้อกองทุนหุ้นจีน ก็อยากจะแนะนำให้เลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ยามตลาดดีก็ดีตามเขา ยามตลาดแย่ๆ ก็มีผลการดำเนินงานที่ไม่ถึงกับเลวร้ายกว่าตลาด มีการกระจายการลงทุนที่ดี ไม่กระจุกตัวมากเกินไป

 


แต่สำหรับนักลงทุนที่กังวลว่า ลงทุนในตลาดหุ้นจีนอย่างเดียวอาจจะผันผวนไป ก็อยากจะแนะนำให้ลงทุนในกองทุน Emerging Asian ที่มีตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมถึงอินเดีย แทนได้ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง