เทียบชัด นโยบายค่าแรง-สวัสดิการแรงงาน เลือกตั้ง 2569 พรรคไหนให้อะไร

เปิดศึก “ค่าแรง–สวัสดิการคนทำงาน” เลือกตั้ง 2569 พรรคใหญ่ชนกันคนละทาง ใครเพิ่มรายได้ ใครเพิ่มหลักประกัน
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้นโยบายแรงงานกลับมาเป็นสมรภูมิสำคัญอีกครั้ง เพราะแรงงานกว่า 40 ล้านคนกำลังเผชิญโจทย์เดียวกันคือ รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่ความมั่นคงของคนทำงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์มยังอยู่ในช่องว่างกฎหมาย พรรคการเมืองจึงแข่งกันชูนโยบาย “ค่าแรง–สวัสดิการ–สิทธิแรงงาน” เพื่อชิงความเชื่อมั่นจากฐานเสียงคนทำงาน ตั้งแต่การประกาศเป้าค่าแรงแบบก้าวกระโดด ไปจนถึงการปรับโครงสร้างค่าจ้างให้ขึ้นอัตโนมัติ และการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานรูปแบบใหม่
ภาพรวมสถานการณ์ล่าสุด ค่าแรงขั้นต่ำของไทยยังเป็นระบบ “หลายอัตรา หลายจังหวัด” โดยก่อนหน้านี้มีการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามพื้นที่ ตั้งแต่ระดับต่ำสุดไปจนถึงพื้นที่อัตราสูงสุด รวมถึงมีช่วงที่ “กทม.” ได้รับการปรับขึ้นเป็น 400 บาทต่อวัน และขยาย 400 บาทให้กิจการบางประเภทอย่างโรงแรมระดับหนึ่งและสถานบริการในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันฝั่งหลักประกันสังคมก็มีการขยับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบในปี 2569 เป็นขั้นบันได ทำให้ลูกจ้าง–นายจ้างส่งเงินเพิ่ม แต่สิทธิประโยชน์ก็เพิ่มตามสัดส่วน เช่น เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วยและเงินสงเคราะห์คลอดบุตร ส่วนกฎหมายคุ้มครองแรงงานยังมีการปรับสิทธิลาเกี่ยวกับครอบครัว เช่น ลาคลอด 120 วันและสิทธิลาดูแลบุตรบางกรณี สัญญาณเหล่านี้ทำให้การเมืองเรื่องแรงงานรอบนี้ไม่ได้คุยแค่ “ขึ้นค่าแรงเท่าไร” แต่คุยถึง “ระบบคุ้มครองทั้งชีวิตคนทำงาน” มากขึ้น
ในกลุ่มพรรคที่เสนอ “ปรับค่าแรงเชิงโครงสร้าง” พรรคประชาชน วางหมากใหญ่ด้วยแนวคิด “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” และการเปลี่ยนสูตรคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องค่าครองชีพมากกว่าเดิม พรรคเสนอการปรับฐานทันทีในระดับหนึ่ง และชูการปรับค่าจ้างแบบอัตโนมัติทุกปีตามค่าครองชีพ เพื่อลดการต่อรองเชิงการเมืองบนโต๊ะคณะกรรมการค่าจ้าง นอกจากนี้ยังโยงค่าแรงเข้ากับทักษะ โดยเสนอว่าหากแรงงานเพิ่มทักษะ รายได้ควรเพิ่มตาม พร้อมชูเป้าลดชั่วโมงทำงานและผลักดันมาตรฐานทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่เพิ่มรายได้แลกกับการทำงานหนักอย่างเดียว
อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทย เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “ตั้งเป้าชัด ตัวเลขแรง” โดยชูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 และเงินเดือนเริ่มต้นผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาท พรรคอธิบายว่าการดันค่าแรงต้องเดินคู่การผลักเศรษฐกิจโต และอ้างกลไกที่สัมพันธ์กับ GDP ผลิตภาพแรงงาน และเงินเฟ้อ เพื่อให้รายได้แรงงานเพิ่มทันการเติบโตของประเทศ นโยบายแบบนี้สื่อสารง่ายและสร้างความคาดหวังได้สูง แต่ก็ถูกจับตาในมิติ “ทำได้จริงแค่ไหน” โดยเฉพาะการทำให้ภาคเอกชนจำนวนมากเข้าเป้าพร้อมกัน รวมถึงภาระต้นทุนของ SMEs ที่อาจต้องมีมาตรการพยุงคู่ขนาน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางที่ต่างจากการ “ดันค่าแรงโดยตรง” โดยชูระบบ “ประกันรายได้แรงงาน” ให้รัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่างเมื่อค่าครองชีพสูงกว่ารายได้จากค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่นั้น แนวคิดนี้พยายามแก้ปัญหาให้ตรงจุดของแต่ละจังหวัด ลดแรงกระแทกต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ค่าครองชีพต่ำ แต่แลกกับโจทย์สำคัญคือรัฐต้องมีฐานข้อมูลค่าครองชีพรายจังหวัดที่แม่น และต้องแบกรับภาระงบประมาณในพื้นที่ค่าครองชีพสูงอย่างต่อเนื่อง หากออกแบบไม่ดีอาจกลายเป็นภาระการคลังระยะยาว
ขณะที่กลุ่มนโยบาย “สวัสดิการช่วยค่าครองชีพ” พรรคพลังประชารัฐ ชูการต่อยอดโครงการสวัสดิการด้วย “บัตรประชารัฐ Extra” เพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายเดือน และเสริมสวัสดิการหลายด้าน เช่น ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค พร้อมแพ็กเกจเฉพาะกลุ่มอย่างผู้สูงอายุแบบขั้นบันได และโครงการดูแลแม่และเด็กกลุ่มเปราะบาง นโยบายลักษณะนี้เน้นทำให้เงินถึงมือเร็ว ตอบโจทย์คนฐานราก แต่ก็ต้องตอบคำถามเรื่องความยั่งยืน แหล่งงบ และการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจริง
พรรคภูมิใจไทย ก็เน้นชุดนโยบายช่วยลดภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวัน โดยพูดถึงการต่อยอด “บัตรสวัสดิการ” ในเวอร์ชันพลัส และแนวทาง “คนละครึ่งพลัส” รวมถึงมาตรการค่าไฟในระดับที่ประชาชนจับต้องได้ พร้อมชูแนวแก้หนี้อย่าง “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” ผ่านกลไกบริหารจัดการหนี้ (AMC) เพื่อช่วยลูกหนี้ตั้งหลัก แนวทางนี้พยายามใช้เครื่องมือแบบ “ลดรายจ่าย–แก้หนี้” ควบคู่กับสวัสดิการ แต่ก็ถูกจับตาว่าจะออกแบบให้ครอบคลุมคนทำงานที่ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการเดิมได้มากน้อยแค่ไหน
ในพรรคขนาดกลางและพรรคทางเลือก ก็มีชุดนโยบายหลากหลาย เช่น พรรคกล้าธรรม ที่พูดถึงการตั้ง “ธนาคารประชาชน” และเครื่องมือแก้หนี้เชิงระบบ พร้อมขยับสวัสดิการบางกลุ่มแบบถ้วนหน้า ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอแนวเพิ่มเบี้ยคนพิการ การสร้างงานสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงไอเดีย “สุขภาพดีมีเงินคืน” หากไม่ใช้บริการรักษาพยาบาลในเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนพรรคอื่นอย่างไทยก้าวใหม่และกลุ่มทางเลือก ก็ขับประเด็นอัปสกิล–รีสกิล ให้คนว่างงานกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานผ่านแพลตฟอร์มฝึกทักษะและการร่วมจ่ายค่าเรียน เพื่อแก้ปัญหา “คนไม่มีงานทำ” ด้วยทักษะที่ตลาดต้องการจริง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เริ่มชี้วัด “ความลึกของนโยบายแรงงาน” มากกว่าตัวเลขค่าแรง คือสิทธิและอำนาจต่อรองของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและฟรีแลนซ์ ซึ่งมีจำนวนมากแต่ยังไม่ถูกคุ้มครองแบบลูกจ้างทั่วไป ในภาพรวม พรรคประชาชนโดดเด่นที่สุดในมิตินี้ เพราะเสนอแพ็กเกจคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มทั้งเรื่องความรับผิดร่วมของแพลตฟอร์ม การทำประกันภาคบังคับ กลไกศาลแรงงาน และกองทุนสวัสดิการระยะยาว รวมถึงผลักดันการขยายสิทธิสหภาพแรงงานและมาตรฐานการเจรจาต่อรอง ขณะที่หลายพรรคยังเน้น “เพิ่มเงิน–เพิ่มวงเงิน” มากกว่า “เพิ่มสิทธิ” ทำให้คำถามในสังคมเริ่มชัดขึ้นว่า นโยบายที่ช่วยวันนี้จะต่อยอดความมั่นคงวันหน้าได้หรือไม่
เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง โจทย์ของผู้มีสิทธิไม่ได้อยู่ที่ “พรรคไหนให้มากที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “พรรคไหนมีแผนทำได้จริงและยืนระยะได้” ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการคลัง ค่าแรงแบบก้าวกระโดดต้องมีเครื่องมือพยุงธุรกิจและยกระดับผลิตภาพแรงงาน สวัสดิการถ้วนหน้าต้องมีคำอธิบายเรื่องงบประมาณและการจัดลำดับความสำคัญ ขณะที่การคุ้มครองแรงงานรูปแบบใหม่ต้องกล้าปรับกติกาให้ทันโลกทำงานยุคแพลตฟอร์ม เพราะท้ายที่สุดแล้ว นโยบายแรงงานของรัฐบาลใหม่จะเป็นตัวกำหนดว่า คนทำงานไทยจะ “พออยู่พอกิน” หรือ “มีหลักประกันและศักดิ์ศรี” มากขึ้นแค่ไหนในทศวรรษหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
