รีเซต

สถิติผู้ป่วยฝุ่นชี้ชัด ปัญหา PM2.5 คือวิกฤตสุขภาพ ไม่ใช่แค่วิกฤตอากาศ

สถิติผู้ป่วยฝุ่นชี้ชัด ปัญหา PM2.5 คือวิกฤตสุขภาพ ไม่ใช่แค่วิกฤตอากาศ
TNN ช่อง16
19 มกราคม 2569 ( 20:24 )
20

กรุงเทพมหานครยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่อง หลังการตรวจวัดเช้าวันที่ 19 มกราคม 2568 พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับสีส้ม 14 พื้นที่ โดยเขตจตุจักรมีค่าสูงสุด 48.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือปทุมวัน 45.2 และลาดกระบัง 44.5 ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งสัญญาณว่าหลายพื้นที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

หากมองย้อนเป็น “กราฟเวลา” ในเดือนมกราคม 2568 ความผันผวนของค่าฝุ่นสะท้อนภาพวิกฤตที่ขึ้นลงเร็ว เริ่มจากวันที่ 8 มกราคม ที่รายงานเกินมาตรฐานถึง 70 พื้นที่ และเคยแตะระดับสีแดงในบางจุด ต่อมา 14 มกราคม สถานการณ์รุนแรงที่สุดเมื่อมีรายงานว่าค่าฝุ่นระดับสีแดงครอบคลุมทุกเขต ก่อนจะค่อยๆ ลดความร้อนแรงลง วันที่ 16 มกราคม เหลือ 32 พื้นที่ระดับสีส้ม และมาถึง 19 มกราคม ลดเหลือ 14 พื้นที่ แม้แนวโน้มดูดีขึ้น แต่การที่ยัง “คงเหลือพื้นที่เกินมาตรฐาน” แปลว่าเมืองยังไม่พ้นวงจรฝุ่น และต้องพึ่งทั้งมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดและปัจจัยอุตุนิยมวิทยาที่ช่วยระบายอากาศ

ตัวเลขผลกระทบด้านสุขภาพเป็นอีกมิติที่ทำให้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องทัศนวิสัยหรือความรำคาญ ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ ระบุว่ามีประชากรเปราะบางรวม 178,773 คน โดยผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากที่สุดราว 137,622 คน ตามด้วยเด็กเล็กเกือบ 30,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ระบบทางเดินหายใจและภูมิคุ้มกันรับผลกระทบได้ง่าย กรุงเทพมหานครจึงจัดทีมสนับสนุนฉุกเฉินรวม 76 ทีมระดับจังหวัด และ 878 ทีมระดับอำเภอ เพื่อรองรับการดูแลและส่งต่อความช่วยเหลือให้ทันเหตุการณ์

ด้านภาระป่วย ข้อมูลจากคลินิกมลพิษออนไลน์ของกรุงเทพมหานครในช่วงสัปดาห์ 23–29 มกราคม 2568 พบผู้เข้ารับบริการ 1,564 คน โดยกลุ่มอาการเด่นยังเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ตามด้วยกลุ่มโรคหู คอ จมูก ตา ผิวหนัง และระบบหัวใจและหลอดเลือด จุดที่น่ากังวลคือสัดส่วนผู้มีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย อยู่ที่ 31.2% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้มารับบริการ ซึ่งสะท้อนว่าฝุ่นไม่ได้กระทบเฉพาะ “คนไอเล็กน้อย” แต่ลุกลามไปถึงระดับที่ต้องเฝ้าระวังทางการแพทย์จริงจัง

เมื่อขยับไปดูผลกระทบระยะยาว ภาพที่หนักขึ้นอยู่ที่ “การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” จากมลพิษทางอากาศ โดยกรุงเทพฯ ถูกระบุว่ามีตัวเลขเกือบ 10,000 รายต่อปี สูงที่สุดของประเทศ หากเฉลี่ยเชิงสถิติเท่ากับราว 27 คนต่อวัน ขณะที่ระดับประเทศมีการประเมินการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 50,000 รายต่อปี อีกด้านหนึ่งคือมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ถูกประเมินเป็นหลักพันล้านดอลลาร์ในภาพรวม ซึ่งชี้ว่าปัญหาฝุ่นไม่ได้กินเฉพาะงบสาธารณสุข แต่รวมถึงผลิตภาพแรงงาน รายได้ และต้นทุนทางสังคมที่ตามมา

คำถามถัดไปคือ “ฝุ่นมาจากไหน” ข้อมูลจากโครงการ “นักสืบฝุ่น” ของกรุงเทพฯ ชี้ว่าแหล่งกำเนิดหลัก 2 อันดับแรกยังเป็นมลพิษจากรถยนต์ดีเซล 46% และการเผาไหม้ชีวมวล 22% ตามด้วยฝุ่นทุติยภูมิ 14% รถยนต์เบนซิน 11% และแหล่งอื่นๆ 7% เมื่อเชื่อมกับบริบทเมือง จะเห็นว่าดีเซลคือความเสี่ยงแบบปลายท่อที่กระทบคนริมถนนโดยตรง ส่วนชีวมวลมีทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ทำให้การแก้ต้องอาศัยความร่วมมือกับจังหวัดรอบข้าง ขณะที่งานวิจัยอีกสายตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลรอบกรุงเทพฯ ที่ปล่อย NOx และ SOx ซึ่งเอื้อต่อการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ เป็น “ตัวแปรที่ถูกพูดถึงน้อย” เมื่อเทียบกับรถบนถนน

บนสมการสาเหตุ กรุงเทพมหานครจึงออกแพ็กเกจรับมือเป็น “10 มาตรการ” ครอบคลุมทั้งเร่งด่วนและระยะยาว ตั้งแต่ยกระดับเขตมลพิษต่ำ (LEZ) การทำบัญชีสีเขียว เพิ่มความเข้มงวดตรวจควันดำ ลดเพดานควันดำเหลือไม่เกิน 20% คุมโรงงานที่มีหม้อไอน้ำ บูรณาการลดเผากับจังหวัดต้นลม ไปจนถึงคลินิกรถลดฝุ่นที่ขยายจุดบริการกว่า 1,463 แห่ง ขณะเดียวกันฝั่งระยะยาวเน้นขนส่งสาธารณะให้ไร้รอยต่อ พื้นที่ปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก–โรงเรียน–ชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และตั้ง War Room แจ้งเตือนผ่านระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์

อีกมาตรการที่ถูกจับตาคือการปรับเกณฑ์ Work from Home ให้ตอบสนองเร็วขึ้น โดยจากเดิมรอระดับสีแดงในหลายเขต ปรับมาเป็นใช้เงื่อนไข “สีส้ม” ครอบคลุมมากขึ้นต่อเนื่องร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เช่น จุดความร้อนและสภาพอากาศปิด พร้อมประกาศล่วงหน้าเพื่อลดการจราจร ซึ่งกรุงเทพฯ คาดหวังผลลดรถบนถนนราว 10% และตั้งเป้าขยายจำนวนผู้เข้าร่วมไปถึง 300,000 คน

ในฝั่งประชาชน ข้อแนะนำยังยึดหลักลดการรับสัมผัสให้มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเช้าและพื้นที่จราจรหนาแน่น การเลือกหน้ากากที่มีประสิทธิภาพ เช่น N95/KN95/KF94 การลดกิจกรรมกลางแจ้ง และการใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ในบ้านหรือห้องเรียน ส่วนกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรให้ความสำคัญมากกว่าคนทั่วไป เพราะข้อมูลผู้ป่วยและสัดส่วนอาการรุนแรงย้ำชัดว่าฝุ่นสามารถพาคนเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินได้จริง

ท้ายที่สุด ตัวเลข 14 พื้นที่สีส้มอาจดู “ลดลง” เมื่อเทียบกับวันที่วิกฤตหนัก แต่สถิติกลุ่มเสี่ยงหลักแสนคน ผู้ป่วยเป็นพันในช่วงสั้น และการประเมินการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สูงมาก ทำให้ประเด็นนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเดินคู่กันทั้งการคุมแหล่งกำเนิด การบริหารช่วงวิกฤต และการป้องกันตัวเองในชีวิตประจำวัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง