วิกฤตโลกร้อน กำลังโจมตีปอดคนทั่วโลก

อากาศคือสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้ทุกลมหายใจ แต่ในยุคของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การ “หายใจ” กำลังกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก งานวิจัยใหม่จากแคนาดาเตือนว่า ภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลแค่ต่ออุณหภูมิของโลกเท่านั้น แต่ยังกำลังทำลายสุขภาพปอดของมนุษย์ ผ่านไฟป่า มลพิษทางอากาศ คลื่นความร้อน เกสรพืช และเชื้อราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า หากโลกยังร้อนขึ้นต่อไป โรคทางเดินหายใจอาจกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตสาธารณสุขที่หนักที่สุดของศตวรรษนี้
งานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสาร Canadian Journal of Respiratory, Critical Care, and Sleep Medicine โดยทีมนักวิจัยจาก Université de Montréal ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอื่นในแคนาดา พวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้โรคปอดและโรคทางเดินหายใจรุนแรงขึ้นในชาวแคนาดาหลายล้านคน พร้อมเตือนว่าระบบสาธารณสุขจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบที่กำลังขยายตัว
นักวิจัยระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 อุณหภูมิเฉลี่ยของแคนาดาเพิ่มขึ้นแล้วราว 2 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบสองเท่า ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่ารุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตชาวแคนาดากว่า 15,000 คนต่อปี และทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันหลายสิบล้านวันในแต่ละปี
หนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ “ควันไฟป่า” ซึ่งกำลังลบล้างความสำเร็จหลายทศวรรษในการลดมลพิษทางอากาศของแคนาดา ฤดูไฟป่าในปี 2023 ถือเป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อพื้นที่ป่ากว่า 93.75 ล้านไร่ ถูกเผาทำลาย มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 6 เท่า จนเมืองมอนทรีออลเคยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลกชั่วคราว ขณะที่รัฐออนแทรีโอพบว่าผู้ป่วยโรคหอบหืดเข้าห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นถึง 24% ในช่วงเวลาดังกล่าว
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ควันจากไฟป่าในปี 2023 มีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตเฉียบพลันกว่า 1,300 ราย และการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังอีกกว่า 8,300 รายทั่วแคนาดา นอกจากนี้ ระหว่างปี 2020-2024 ควันไฟป่าถูกคาดว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเฉลี่ยราว 1,400 คนต่อปี
นอกจากไฟป่าแล้ว คลื่นความร้อนยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำลายระบบทางเดินหายใจ เพราะอากาศร้อนสามารถทำให้หลอดลมหดตัว เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคือง และเพิ่มการดูดซึมมลพิษเข้าสู่ปอด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง นักวิจัยพบว่า ชาวแคนาดาอายุ 60 ปีขึ้นไป ต้องเผชิญ “วันคลื่นความร้อน” เพิ่มขึ้นถึง 284% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปลายทศวรรษ 1980
ขณะเดียวกัน ฤดูเกสรพืชในอเมริกาเหนือก็ยาวนานขึ้นเกือบ 3 สัปดาห์ตั้งแต่ปี 1990 และปริมาณเกสรเพิ่มขึ้นกว่า 21% ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเผชิญอาการแพ้และโรคทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น ส่วนปัญหาน้ำท่วมที่เกิดบ่อยขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว ยังทำให้เชื้อราแพร่กระจายในอาคารและบ้านเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นโรคหอบหืดและปัญหาระบบหายใจเรื้อรัง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมถึงชุมชนชนพื้นเมืองในแคนาดา ซึ่งคิดเป็นเพียง 5% ของประชากร แต่กลับคิดเป็น 42% ของผู้ที่ต้องอพยพจากไฟป่า เพราะหลายชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง
นักวิจัยเสนอว่า การรับมือระยะสั้นสามารถทำได้ด้วยการสวมหน้ากาก N95 ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA และติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แต่ในระยะยาว จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับระบบขนส่งให้สะอาดขึ้น และวางแผนระบบสาธารณสุขให้รองรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เพราะวิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพของมนุษย์โดยตรง
งานวิจัยจากแคนาดาชี้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ผู้คน “หายใจลำบากขึ้น” ผ่านไฟป่า มลพิษ คลื่นความร้อน เกสรพืช และเชื้อราที่เพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโรคทางเดินหายใจจะรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง พร้อมเรียกร้องให้เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับระบบสาธารณสุขเพื่อรับมือวิกฤตนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
