รีเซต

เปิดม่าน “ลิเกไทย” ความบันเทิงพื้นบ้าน ในวันที่โลกเปลี่ยนผ่าน

เปิดม่าน “ลิเกไทย” ความบันเทิงพื้นบ้าน ในวันที่โลกเปลี่ยนผ่าน
TNN ช่อง16
11 มิถุนายน 2569 ( 21:51 )
14

“สิบนิ้วน้อย ๆ น้อมคำนับ ลิเกค่ายบางระจัน สิงห์บุรี ‘พรเทพ พรทวี’ ขอบพระคุณท่าน ขอให้ท่านทุกคนนั้นจงสุขี ด้วยพรพระทั้ง 4 ประการ” 


เสียงลูกเอื้อนหวานก้องกังวานกลางสายฝนโปรยปรายที่เปล่งออกมาจากลำคอ “พรเทพ พรทวี” พระเอกลิเกหน้ามน ผู้ยืนหยัดบนเวทีมานานเกือบครึ่งศตวรรษ และครองใจแม่ยกหลายยุคหลายสมัย 


เสียงร้องของ “พรเทพ” สะกดสายตาผู้ชมจับจ้องไปยังหน้าเวที ตอกย้ำความเป็นพระเอกลิเกมืออาชีพ ผู้ฝากชีวิตและลมหายใจไว้กับศิลปะการแสดงพื้นบ้านมาอย่างยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ 


สายเลือดลิเกจากรุ่นสู่รุ่น


“พื้นเพคุณปู่เป็นลิเก คุณย่าเป็นแม่เพลง ลุง พ่อ พี่น้องของพ่อเขาเป็นนักแสดงลิเกกันหมด แต่คุณแม่เป็นชาวนา เราทำให้เรารู้สึกอยากจะสืบทอดตรงนี้” พรเทพเล่าให้ทีมงาน TNN ฟัง ถึงความหลังว่าทำไมเขาถึงยึดอาชีพลิเกมานานหลายปี 


พรเทพเล่าว่าเขาเริ่มฝึกหัดลิเกตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยมีพ่อพาไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูลิเก แต่ฝึกได้เพียง 2-3 เดือนก็ต้องหยุดเพื่อให้ความสำคัญกับการเรียน แต่หลังเรียนจบ เขาก็กลับเข้าสู่วงการลิเกอย่างเต็มตัวด้วยการใช้ชีวิตอยู่ในวิกลิเก เรียนรู้ทุกอย่างจากประสบการณ์จริง ทั้งการท่องบท ฝึกร้อง ฝึกรำ ช่วยงานเบื้องหลัง และขึ้นแสดงบนเวที จนค่อย ๆ สั่งสมทักษะและเติบโตในเส้นทางศิลปินลิเก


“สมัยก่อนครอบครัวเราเป็นคนจน คุณพ่อก็หาเลี้ยงเราด้วยอาชีพเป็นนักแสดงลิเก คุณแม่ก็รับจ้างทำนา เราไม่มีสมบัติอะไร ก็เลยไม่ได้เรียนต่อ เราก็เดินตามพ่อเข้าอาชีพการแสดงลิเก” พรเทพ กล่าว 


“พรเทพ พรทวี” ขณะทำการแสดงอยู่บนเวทีลิเก

พระเอกลิเกค่ายบางระจัน ขวัญใจแม่ยกเกือบ 50 ปี


พรเทพเล่าให้ฟังว่า เขาค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากการรับบทเป็นพระโอรส หรือ บทเล็ก ๆ ในคณะก่อน พอโตขึ้น รูปร่างสูงใหญ่ เสียงทุ้มนุ่มหูขึ้นตามวัย ก็ได้เริ่มรับบทเป็นพระเอก เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาก็ออกมาตั้งคณะพรเทพ พรทวีเป็นของตัวเอง เมื่อ พ.ศ. 2537 


จนถึงตอนนี้ พรเทพก็อายุเข้า 61 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี พรเทพได้รับการสนับสนุนจากแฟนคลับจำนวนมาก ทั้งสาวเล็ก สาวใหญ่ เขาเปรียบเปรยแฟนคลับของเขาว่าเป็นดั่ง “ผู้มีพระคุณ” ที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ 


ความผูกพันดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเป็นพระเอกลิเกในคณะต่าง ๆ ที่จังหวัดลพบุรี ก่อนจะก่อตั้งคณะของตนเอง ด้วยนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและการให้ความเคารพผู้ชมทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำให้ได้รับความเมตตาและการสนับสนุนจากแฟนลิเกหลายรุ่น 


“ภาคกลางจะรู้จักเรามากหน่อย เราก็เคารพนับถือพวกเขา บางบ้านไม่ได้รู้จักเราแค่คนเดียว แต่รู้จักเราทั้งครอบครัว ในฐานะศิลปินเราก็ต้องให้ความเคารพพวกเขาทุกคนเหมือน ๆ กัน ไม่ใช่เฉพาะแค่คนที่ทำดีกับเรา เราต้องนอบน้อมและเป็นกันเองกับทุกคน” พรเทพ กล่าว 


“แสดงว่า สมัยหนุ่ม หน้าตาต้องหล่อเหลาไม่ธรรมดาเลยใช่ไหม ?” ทีมงานถามพรเทพ 


“ก็พอได้ ๆ” พรเทพตอบพร้อมหัวเราะด้วยความขวยเขิน 


นักแสดงคณะลิเก “พรเทพ พรทวี”


ความบันเทิงพื้นบ้านราคา 20 บาท 


“ลิเก” นับได้ว่าเป็นความบันเทิงพื้นบ้านที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาด้านภาษาและการร่ายรำ มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ระบุว่า คำว่า “ลิเก” มาจาก “จิเก” คือ การสวดสรรเสริญพระเจ้าของชาวไทยมุสลิม ผสมผสานกับละครรำของไทย จนเกิดเป็นละครแบบใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 


ลิเก มีลักษณะเด่นคือ เครื่องแต่งกายของพระเอกประดับเพชรจำนวนมาก มีขนนกสีขาวขนาดใหญ่ประดับศีรษะ สวมถุงน่องสีขาว และมีเพลง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของลิเกคือ เพลงราชนิเกลิงที่ใช้ร้องดำเนินเรื่องตลอดเวลา 


หากผู้ชมพอใจการแสดงก็จะลุกจากที่นั่งมาที่หน้าเวที เพื่อมอบรางวัลเป็นธนบัตร หรือพวงมาลัยติดธนบัตรแก่นักแสดงลิเก ซึ่งมักเป็นพระเอก

ตัดภาพมาที่ค่ำคืนแห่งการแสดงของคณะลิเก “พรเทพ พรทวี” ตั๋วเข้าชมราคาเพียง 20 บาท เพื่อร่วมทำบุญให้กับวัดเขาราวเทียนทอง จังหวัดชัยนาท แต่กลับมอบความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมนับร้อยที่เดินทางมาจับจองพื้นที่หน้าเวที


แม้ก่อนหน้านี้ฝนจะโปรยปรายลงมาจนพื้นดินเปียกแฉะ แต่ก็ไม่อาจเป็นอุปสรรคต่อชาวบ้านในละแวกนั้นได้


ตลอดค่ำคืน เสียงหัวเราะดังสนั่นเป็นระยะ จากมุขตลกและการหยอกล้อของนักแสดงบนเวทีที่สอดแทรกอยู่ระหว่างการดำเนินเรื่อง สร้างทั้งความสนุกสนานและความคึกคักให้กับบรรยากาศงานวัดอย่างเต็มเปี่ยม

ผู้ชมที่มาดูการแสดงคณะลิเก “พรเทพ พรทวี”


“ดูแล้วเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เล่นเร็วไป ไม่ช้าไป สนุกสนาน คณะลิเกที่เราตามดู ก็มีแต่คณะนี้” หนึ่งในผู้ชมการแสดงลิเกกล่าวกับทีมงาน TNN 


เธอ เล่าให้ฟังว่า เธอติดตามดูการแสดงของคณะลิเกพรเทพ พรทวีมาอย่างยาวนาน ไปแสดงที่ไหน ก็จะตามไปดูที่นั่น เรียกว่า เป็นแฟนคลับตัวยงของคณะ


“ชอบตัวตลก ดูแล้วสนุกสนานดี” 


“ชอบดูลิเกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ก็จะชอบตัวโจ๊ก (ตัวตลก) ดูแล้วสนุกครับ” 


เสียงสะท้อนจากผู้ชมที่เดินทางมาชมการแสดงในค่ำคืนนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน และรูปแบบความบันเทิงจะมีทางเลือกมากขึ้น แต่ลิเกยังคงมีพื้นที่ในหัวใจของผู้คน โดยเฉพาะในชุมชนที่ยังคงผูกพันกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านแขนงนี้อย่างเหนียวแน่น


สำหรับพรเทพ เสน่ห์ของลิเกอยู่ที่ความครบเครื่องของศิลปะการแสดง ทั้งการร้อง การรำ และการถ่ายทอดบทบาทของตัวละครบนเวที แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือความตั้งใจของนักแสดงที่ต้องทุ่มเทให้กับทุกฉาก ทุกบทบาท และทุกเรื่องราวที่นำเสนอแก่ผู้ชม


เขาเชื่อว่า ความจริงจังในการแสดงคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุก ติดตาม และจดจำการแสดงได้เสมอมา


นอกจากการแสดงบนเวทีแล้ว ความใกล้ชิดระหว่างนักแสดงกับผู้ชมยังเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของลิเก ผู้ชมสามารถพูดคุย ทักทาย หรือถ่ายภาพร่วมกับนักแสดงได้อย่างเป็นกันเอง เพราะลิเกเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เติบโตมาจากชุมชนและอยู่เคียงข้างผู้คนมาโดยตลอด


“เราไม่มีการถือตัว ใครเข้ามาทักทายก็พูดคุยได้หมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง” พรเทพกล่าว พร้อมมองว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ลิเกยังคงได้รับความรักและการสนับสนุนจากผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้


“ลิเกไทย” กับการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยใหม่


แม้เราจะเห็นว่า มีผู้ชมมาดูการแสดงลิเกคณะพรเทพ พรทวีอย่างเนื่องแน่น แต่พรเทพก็ยอมรับว่า ผู้ชมทุกวันนี้ไม่มากเท่าในอดีต และครั้งหนึ่งก็เคยกังวลว่า ลิเกจะเป็นอย่างไรต่อไป หากจำนวนคนดูค่อย ๆ ลดลง 


สิ่งที่คณะพรเทพ พรทวี คือ การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานของการแสดงเอาไว้เสมอ เช่น ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ผู้คนรู้จักคณะลิเกมากขึ้น หรือ บางครั้งก็ปรับเรื่องราวให้ดำเนินเร็วขึ้น ไม่น่าเบื่อเกินไป บางครั้งก็เอาเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวโยงด้วย 


“สิ่งที่ท้าทายคือทุกวันนี้มีสื่อรูปแบบใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ลิเกจึงต้องปรับตัวให้ทันยุคสมัย”


“สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเนื้อเรื่อง เราต้องรักษาแก่นของเรื่องเอาไว้ ตัวละครสำคัญอย่างพระเอก ตัวพ่อ หรือตัวหลักต่าง ๆ ต้องดำเนินเรื่องให้เข้มข้น ขณะเดียวกันก็มีมุกตลกสอดแทรกเข้ามา ทำให้การแสดงมีทั้งเนื้อหาและความบันเทิงควบคู่กันไป ซึ่งผมคิดว่านั่นคือเสน่ห์ของลิเก” พรเทพ กล่าว 


แต่คณะลิเกพรเทพ พรทวี คงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ยาวนานเช่นทุกวันนี้ หากปราศจากความร่วมมือของคนในคณะ ทุกคนต่างมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนคณะ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าที่สั่งสมประสบการณ์มาหลายสิบปี หรือคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมพลังและแนวคิดใหม่ ๆ ล้วนร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานศิลปะการแสดงลิเกไทยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป


“ทุกวันนี้การแข่งขันสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดียที่ตอนนี้เป็นอันดับ 1 ในการเข้าถึงผู้ชม เมื่อก่อนเราใช้การไลฟ์สดอย่างเดียว แต่ปัจจุบันต้องปรับตัวด้วยการนำคลิปการแสดงไปเผยแพร่บน TikTok เพื่อให้ผู้คนได้รู้จักและเข้ามาติดตามผลงานของคณะมากขึ้น” วันชัย แฉ่งสำอางค์ ผู้จัดการคณะลิเกพรเทพ พรทวี กล่าว 


วันชัย กล่าวว่า ในส่วนของการแสดงก็มีปรับด้วยเช่นกัน เพราะจะเล่นช้าแบบสมัยก่อนไม่ได้ ต้องปรับเนื้อเรื่องให้ดำเนินไวขึ้น ไม่เช่นนั้นคนดูจะเบื่อและลุกหนี จึงจำเป็นต้องเดินเรื่องให้กระชับขึ้นและต้องให้คนดูเข้าใจเรื่องราวด้วย 


TikTok คณะลิเก “พรเทพ พรทวี”


ฝัน “ลิเกไทย” จะเป็นมรดกโลก


เมื่อทีมงานถามกับคนในคณะว่า “อนาคตอยากเห็นลิเกไทยเป็นอย่างไรต่อไป ?” 


วันชัย ตอบว่า เขาอยากเห็นเด็กรุ่นใหม่เข้ามาให้ความสนใจการแสดงลิเกมากขึ้น ทั้งด้านการร้อง การรำ อยากให้ศิลปะโบราณคงรักษาไว้ รวมถึงอยากให้แฟน ๆ เข้ามาดูลิเกและให้กำลังใจทีมงาน “พรเทพ พรทวี” เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 


“ถ้าสังเกตดู ตอนนี้ ก็มีกลุ่มวัยรุ่นได้เข้ามาดูเราบ้างแล้ว ไม่ได้มีแต่คนสูงอายุเท่านั้นนะครับ ตอนนี้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาดูเพิ่มมากขึ้น” วันชัย กล่าว 


“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลิเกอยู่คู่กับประเทศไทยไปตลอดเลยครับ เพราะว่าลิเกเป็นศิลปะของประเทศเรา ที่จะสามารถเผยแพร่ได้ว่า บ้านเราก็มีศิลปะที่มีการร้อง การรำ ที่น่าชมและสวยงาม ผมก็อยากให้ช่วยกันสนับสนุน ช่วยกันผลักดันลิเกต่อไป” ขวด นฤมล พรทวี หนึ่งในนักแสดงคณะลิเกพรเทพ พรทวี กล่าว 


นักแสดงคณะลิเก “พรเทพ พรทวี”


แต่สำหรับ “พรเทพ” ฝันไกลมากกว่านั้น เขาบอกกับทีมงานว่า อยากเห็นลิเกไทยได้การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโกเหมือนกับการแสดง “โนราห์” 


“ความจริงแล้ว ลิเกเป็นศิลปะพื้นบ้านที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ผมก็อยากให้ศิลปะนี้อยู่ไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ เรารัก เราเลยตั้งใจอยากจะสืบสานวัฒนธรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แต่พอเราแก่ตัวทำต่อไม่ไหวแล้ว ก็อยากให้มีคนมาสืบทอดตรงนี้ต่อไป ให้มันยังคงยั่งยืนและก้าวหน้าต่อไปเรื่อย ๆ  พร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง” 


“ยกตัวอย่างเช่น โนราห์ก็ได้รับการยอมรับจากต่างชาติว่า เป็นมรดกโลกของประเทศไทย เราก็อยากให้ลิเกเป็นแบบนั้นเหมือนกัน” พรเทพ กล่าว 


“ในวงการลิเกเราก็มีบุคคลที่มีความสามารถ บางคนเป็นดอกเตอร์ เขาก็จะทำงานด้านนี้ เพื่อผลักดันลิเกไทย เราก็ดีใจที่ยังมีคนสืบสานต่อ ยังมีบุคลากรอีกหลายคนที่ทำงานเพื่อสร้างสรรค์วงการลิเกไทย” 


“พวกเราทุกคนก็ยังพร้อมที่จะช่วยกันสู้ สืบสาน และส่งต่อลิเกไทยให้คงอยู่ต่อไป เพื่อคนรุ่นลูกหลานในอนาคต” พรเทพ กล่าวทิ้งท้าย 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


บทสัมภาษณ์นักแสดงคณะลิเกพรเทพ พรทวีกับสำนักข่าว TNN Online วันที่ 15 พ.ค. 2569 

ลิเก, หนังสือสารานุกรมไทยเยาวชนฯ เล่มที่ 27 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง