รีเซต

วาทศิลป์ และถิ่นย่าโม ถอดรหัสอัตลักษณ์เพลงโคราชในกระแสธารแห่งยุคสมัย

วาทศิลป์ และถิ่นย่าโม ถอดรหัสอัตลักษณ์เพลงโคราชในกระแสธารแห่งยุคสมัย
TNN ช่อง16
13 มีนาคม 2569 ( 11:46 )
19

—--------

วิถี วาทะ วีรสตรี สามแกนหลักที่หล่อเลี้ยงเพลงโคราช

เสียง “โอ่” ที่ยาวและสูงเหมือนลากลมหายใจของคนทั้งเมืองให้ตั้งใจฟัง 

ก่อนจะไหลเข้าสู่ถ้อยคำโต้ตอบที่คมกริบและมีชั้นเชิง 

บางคืนเสียงนั้นดังอยู่ใกล้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี บางวันดังในวัดศาลาลอย บางครั้งดังอยู่กลางลานหมู่บ้านในช่วงงานบุญหรือมหรสพท้องถิ่น ท่วงทำนองของเพลงโคราชในแบบดั้งเดิมแทบไม่มีสิ่งใดพยุงจังหวะ นอกจาก “วาทะวาจา” ของหมอเพลง ความทรงจำร่วมของคนฟัง และความศรัทธาที่โยงเข้าหาศูนย์กลางจิตใจของเมืองโคราช

ประวัติความเป็นมาของเพลงโคราชผูกพันกับประวัติศาสตร์ของเมืองนครราชสีมาอย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่มีหลักฐานเอกสารระบุช่วงเวลาการกำเนิดอย่างชัดเจน แต่เรื่องเล่าที่สืบทอดกันในชุมชนระบุว่าเพลงโคราชมีความเกี่ยวข้องกับตำนานของท้าวสุรนารีหรือ “ย่าโม” วีรสตรีของชาวเมืองนครราชสีมา เรื่องเล่าดังกล่าวกล่าวถึงความโปรดปรานของท่านต่อเพลงโคราช และทำให้การร้องเพลงโคราชกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการแก้บนในเวลาต่อมา ความเชื่อนี้ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของชุมชนจนทำให้เพลงโคราชมีพื้นที่ทางสังคมที่มั่นคงมาตลอดหลายยุคสมัย 

เมืองหน้าด่าน กับ ภาษาเฉพาะถิ่น 

นครราชสีมาเป็นเมืองใหญ่ พื้นที่กว้าง และเป็นจุดผ่านของผู้คนหลากชาติพันธุ์มาช้านาน ความหลากหลายนี้ทำให้ “ภาษาโคราช” มีลักษณะกึ่งกลางระหว่างไทยกลางกับอีสาน และมีร่องรอยการผสมผสานจากการอพยพและการรวมกลุ่มของผู้คนหลายสาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรขา อินทรกำแหง ในฐานะผู้ทำงานด้านพัฒนานักศึกษาและวัฒนธรรมอธิบายว่า ภาษาโคราชเป็นภาษาประจำถิ่นที่มีเอกลักษณ์ชัด เพราะไม่ได้เป็นไทยกลางเต็มตัว และไม่ได้เป็นอีสานตรงๆ สำเนียงและคำศัพท์จำนวนมากทำหน้าที่เป็น “รหัสบ้านเกิด” ที่คนในพื้นที่ฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็น “คนโคราช”

เมื่อภาษาเป็นรหัส เพลงโคราชก็กลายเป็นเวทีที่ภาษาได้แสดงพลังสูงสุด เพลงชนิดนี้อาศัยการวางทำนองด้วยเสียง การเอื้อน “โอ่” การส่งคำและรับคำแบบสด ๆ บนเวที และการใช้คำที่คมคายให้ทั้งขำ ทั้งคิด ทั้งเกี้ยว ทั้งตอบโต้ได้ในคราวเดียว ความพิเศษอยู่ตรงที่ความงามเกิดจากการ “พูดให้เป็นเพลง” และ “ร้องให้เหมือนคุย” จนคนฟังรู้สึกว่าเรื่องราวชาวบ้านธรรมดา ๆ ถูกยกให้มีศักดิ์ศรีผ่านจังหวะภาษา

ในความทรงจำของเมือง เพลงโคราชถูกเล่าต่อกันว่ามีสายสัมพันธ์กับท้าวสุรนารี หรือ “คุณย่าโม” ผ่านตำนานมุขปาฐะเรื่องการโปรดปรานการฟังเพลงโคราช และพัฒนาเป็นคติการบนบานศาลกล่าวแล้ว “แก้บนด้วยเพลงโคราช” ในเวลาต่อมา ตรงนี้ทำให้เพลงโคราชไม่แยกขาดจากพิธีกรรม ความเชื่อ และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง

ภาพจำสำคัญของเพลงโคราชแบบเดิมคือ “ไม่มีเครื่องดนตรี” นายกำปั่น นิธิวรไพบูรณ์ หรือ “กำปั่น บ้านแท่น” ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2564 เล่าย้อนให้ฟังว่า ยุคก่อนการขึ้นเพลงไม่ได้อาศัยเครื่องประกอบจังหวะแบบที่คุ้นในปัจจุบัน แต่ใช้ภาษาโคราชและการใส่ทำนองจากวาจาของหมอเพลงเป็นหลัก เขาย้ำว่า การร้องต้องอยู่กับสำเนียงและภาษาเดิม จึงเกิดเอกลักษณ์แบบที่แยกจากศิลปะการแสดงอื่นได้ชัด และความเชื่อเรื่องการแก้บนย่าโมก็ผูกเพลงโคราชไว้กับวิถีศรัทธาของคนเมืองมานาน

ความเรียบง่ายนั้นไม่ได้แปลว่าขาดความซับซ้อน เพราะเมื่อไม่มีดนตรี วาทะวาจากลายเป็นทุกอย่าง หมอเพลงต้องคุมลมหายใจ คุมจังหวะ คุมอารมณ์ คุมพื้นที่ และคุมคนดูพร้อมกัน ท่วงทำนอง “โอ่” ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเริ่มพิธี เริ่มวงสนทนา และเริ่มการแสดงในคราวเดียว คนดูจำนวนมากไม่ได้ฟังเพื่อความไพเราะอย่างเดียว แต่ฟังเพื่อดูชั้นเชิงของคำ ฟังเพื่อรอคำสวน ฟังเพื่อหัวเราะกับไหวพริบ และฟังเพื่อรับรู้ว่าภาษาโคราชยังมีชีวิตอยู่ในปากของคนร่วมสมัย

เพลงโคราชในฐานะ “ลานกลางเมือง” ของชุมชน งานนา งานบุญ และความบันเทิงที่รวมผู้คน

ถ้าย้อนกลับไปในยุคที่สื่อบันเทิงยังไม่ได้เข้าไปในทุกบ้าน บรรยากาศของเพลงโคราชคือการรวมตัวของชุมชนอย่างแท้จริง นายกำปั่น นิธิวรไพบูรณ์ หรือ (กำปั่น บ้านแท่น) ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2564  เล่าว่า สมัยก่อนแหล่งมหรสพมีจำกัด ลิเกหรือหนังกลางแปลงไม่ได้มีทุกครั้งทุกหมู่บ้าน แต่พอมีคณะเพลงโคราชไปเล่นที่ไหน คนจากหมู่บ้านรอบ ๆ จะหลั่งไหลมาฟังกันเป็นวงกว้าง ภาพคนหยุดงานกลางวัน นั่งล้อมวงกินข้าวและฟังเพลงร่วมกัน เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่า เพลงโคราชเคยทำหน้าที่เหมือน “เวลาพักร่วมกันของหมู่บ้าน” เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีทุนมาก

ทวาย เกริ่นกระโทก หรือ แม่กาเหว่า โชคชัย ศิลปินพื้นบ้านอีสานแห่งชาติ อธิบายรายละเอียดการเล่นเพลงให้เห็นภาพว่า คณะเพลงโคราชแบบมาตรฐานมักมีหมอเพลงสี่คน ชายสอง หญิงสอง และจะร้องเป็นคู่สลับกัน ลักษณะสำคัญคือการโต้ตอบเกี้ยวพาราสี ทักทาย หยอกล้อ แข่งชั้นเชิงคำพูด คล้ายบทสนทนาของชาวบ้านที่ถูกทำให้เป็นทำนอง การเกี้ยวในเพลงไม่ได้มีแค่เรื่องรัก แต่พาไปถึงเรื่องศีลธรรม เรื่องงานบ้าน เรื่องความสัมพันธ์ในชุมชน และการเตือนสติแบบเนียน ๆ ที่คนฟังหัวเราะแล้วก็เก็บไปคิดต่อ

ตรงนี้คือหัวใจของ “พลังชุมชน” ในเพลงโคราช เพราะเพลงไม่ได้ผลิตจากห้องอัดหรือบริษัทใหญ่ แต่ผลิตจากวงสนทนาท้องถิ่น ผลิตจากภาษาในชีวิตจริง และส่งคืนเป็นความบันเทิงที่ช่วยประคองความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้าน




พิธีกรรมแก้บนย่าโม และเศรษฐกิจวัฒนธรรม

ความศรัทธาต่อ ย่าโม ทำให้เพลงโคราช มีพื้นที่แสดงอย่างต่อเนื่อง พื้นที่อย่างลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและวัดศาลาลอย ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ประกอบพิธีของคนเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่เพลงโคราชได้ทำหน้าที่ “ถวายเสียง” และ “สื่อสารความกตัญญู” ของผู้คนที่บนบานแล้วสมหวัง กระบวนการแก้บนมีจารีต มีการบอกกล่าว มีการเชิญรับฟัง และมีเพลงลาที่ปิดพิธี ทำให้เพลงโคราชไม่ได้เป็นงานบันเทิงล้วน ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความเชื่อที่คนเมืองยึดถือ

เมื่อพิธีกรรมเกิดบ่อย เศรษฐกิจวัฒนธรรมก็เกิดตาม หมอเพลงอาชีพมีรายได้เลี้ยงชีพ มีแรงจูงใจถ่ายทอดวิชา และมีเวทีจริงให้ศิษย์ฝึกงาน นี่คือกลไกสำคัญที่ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งโครงการระยะสั้นอย่างเดียว และเป็นเหตุผลที่หลายคนในวงการเชื่อว่า หากเมืองยังศรัทธาย่าโม เพลงโคราชก็ยังมีพื้นที่ให้ยืน

วิกฤตผู้สืบทอด เมื่อครูเพลงร่วงหล่น และรสนิยมใหม่ดึงคนหนุ่มสาวออกจากวง

อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ทวาย เกริ่นกระโทก หรือ แม่กาเหว่า โชคชัย พูดตรง ๆ ถึงความกังวลที่พบในพื้นที่ว่า คนอาวุโสวัย 70-80 ปี เริ่มจากไปทีละคน ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ไม่ได้เข้ามาฟังหรือฝึกอย่างที่เคยเป็น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เพลงโคราชแบบดั้งเดิมเสี่ยงเผชิญภาวะขาดช่วง 

อีกชั้นของวิกฤตอยู่ที่ภาษาในชีวิตประจำวัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรขา อินทรกำแหงเล่าว่า คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเริ่มเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเหมารวมเพลงลูกทุ่งที่ใช้ภาษาโคราชว่าเป็นเพลงโคราช ทั้งที่รูปแบบการแสดง ฉันทลักษณ์ และจารีตการเล่นต่างกันอย่างมาก ความคลาดเคลื่อนแบบนี้ทำให้ “ตัวตนของเพลงโคราช” ถูกเบลอไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการให้ความรู้เทียบเคียงอย่างชัดเจน

เมื่อภาษาโคราชพูดน้อยลง เด็กก็ยิ่งไม่มีฐานคำศัพท์ ไม่มีสำเนียงในปาก และยิ่งยากต่อการก้าวเข้าสู่การเป็นหมอเพลง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากเด็กไม่รักบ้านเกิดอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบสื่อและระบบการศึกษาในชีวิตจริงที่ทำให้ภาษาแม่ถูกลดบทบาทลงอย่างเงียบ ๆ

เพลงโคราช “ฟังยาก” หรือ “ฟังง่าย” บทโต้แย้งที่ซ่อนวิธีคิดเรื่องการเรียนรู้

ในวงสนทนาของครูเพลง มีประโยคที่ชวนหยุดคิดอย่างยิ่ง นายกำปั่น นิธิวรไพบูรณ์ หรือ (กำปั่น บ้านแท่น) พูดถึงเพลงโคราชว่า หลายคนรู้สึกว่าฟังยาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง เพลงโคราชฝึกได้และเข้าถึงได้ หากผู้เรียนได้ลองด้วยตัวเอง เขามีแนวคิดว่าการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาไม่ควรใช้การบังคับ แต่ควรทำให้เกิดความอยากรู้ เมื่อเด็กเริ่มจับหลักได้ ความรักมักเกิดตามมาเอง และเมื่อรักแล้วก็จะไม่ทิ้งง่าย ๆ เพราะเสน่ห์ของเพลงโคราชอยู่ที่ความภูมิใจในภาษาและไหวพริบ

ฉันทลักษณ์ การแต่ง และงานฝึกที่ต้องใช้เวลา

บุญสม สังข์สุข (บุญสม กำปัง) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ย้ำว่า “การฝึกแต่ง” เพลงโคราช ไม่ได้เกิดจากการเรียนหนึ่งชั่วโมงแล้วได้ผลทันที โดยเฉพาะเมื่อผู้เรียนเริ่มขยับจากการร้องตามเข้าสู่การเข้าใจฉันทลักษณ์ การวางสัมผัส และการควบคุมความหมายให้คมและมีชั้นเชิง การฝึกต้องสะสมเวลา ยิ่งฝึกบ่อยยิ่งชำนาญ และเมื่อชำนาญแล้วจะเกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว

บุญสมเล่าประสบการณ์ที่ทำให้ใจไม่สบายอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อพบเด็กเล็กมาบอกว่าแต่งเพลงโคราชได้ แต่เมื่อดูรายละเอียดกลับเป็นรูปแบบประยุกต์ เด็กจำนวนหนึ่งอาจทำได้ดีในทางสร้างสรรค์ แต่หากสังคมเรียกสิ่งนั้นว่า “เพลงโคราช” แบบเหมารวม โดยไม่บอกว่าเป็นแบบประยุกต์ คนดูทั่วไปที่ไม่ได้เรียนรู้รากเดิมก็จะเข้าใจว่าเพลงโคราชหน้าตาแบบนั้นมาแต่เดิม และแบบดั้งเดิมจะค่อย ๆ ถูกดันออกไปจากความรับรู้ร่วม

ข้อเสนอของบุญสมไม่ใช่การห้ามประยุกต์ แต่เป็นการขอให้ “ตั้งชื่อให้ตรง” และ “นำเสนอเทียบเคียง” เพื่อรักษามาตรฐานความเข้าใจของสังคมไว้พร้อมกันกับการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์

ในมุมของผู้ช่วยศาสตราจารย์เรขา อินทรกำแหง การทำงานทางวัฒนธรรมควรเดินสองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งรักษารากเดิมให้มั่น อีกด้านเปิดโอกาสให้พัฒนาเป็นรูปแบบที่หลากหลายได้ เพราะรากที่แข็งแรงทำให้กิ่งก้านแตกได้ไกลโดยไม่หักง่าย การมีดนตรีประกอบในเพลงโคราชร่วมสมัยอาจเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ “ภาษาโคราช” และ “สำเนียงโคราช” ต้องอยู่ในนั้น เพราะนั่นคืออัตลักษณ์หลัก หากเปลี่ยนเป็นสำเนียงกลางเสียทั้งหมด เพลงจะเสียตัวตนไปมาก

มหาวิทยาลัย โรงเรียน และเวทีฝึกจริง เมื่อความรู้มุขปาฐะต้องจับต้องได้

หนึ่งในข้อท้าทายของมรดกภูมิปัญญาคือ ความรู้จำนวนมากอยู่ในตัวครู อยู่ในความจำ และอยู่ในประสบการณ์แสดงจริง หากไม่ถอดออกมาเป็นองค์ความรู้ที่สอนต่อได้ ความรู้จะหายไปพร้อมตัวคน ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรขา อินทรกำแหงเล่าว่า งานของสถาบันการศึกษาพยายามทำให้ความรู้ที่กระจัดกระจาย “ตกผลึก” เป็นฐานเรียนรู้ที่จับต้องได้ ทั้งในเรื่องภาษา ฉันทลักษณ์ จารีตการแสดง และความแตกต่างระหว่างรูปแบบดั้งเดิมกับรูปแบบพัฒนา

การทำหลักสูตรท้องถิ่นหรือโครงการเด็กและเยาวชน เช่น แนวคิด “หมอเพลงน้อย” มีความหมายมากกว่าการฝึกทักษะการร้อง เพราะเป็นการสร้างภูมิใจในรากเหง้า สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กลองทำ ลองผิด และลองยืนบนเวทีจริง การใช้สื่อออนไลน์ในยุคนี้ยังช่วยให้ผลงานของเด็กเดินทางออกจากห้องเรียนไปหาคนดูวงกว้าง เกิดแรงหนุนทางใจ และทำให้เพลงโคราชกลับมาอยู่ในสายตาของสังคมร่วมสมัย



ภาษาโคราชเป็นทุนวัฒนธรรม และเป็นเครื่องมืออ่านตัวตนของเมือง

เมื่อมองเพลงโคราชผ่านเลนส์วัฒนธรรมเมือง จะเห็นว่า “ภาษา” ทำหน้าที่เหมือนคลังความทรงจำของชุมชน คำบางคำบอกวิถีเกษตร คำบางคำบอกความสัมพันธ์เครือญาติ คำบางคำบอกการให้เกียรติผู้ใหญ่ และสำเนียงบอกภูมิศาสตร์ของผู้พูดทันที เพลงโคราชทำให้ภาษาเหล่านี้ไม่หายไปพร้อมการเปลี่ยนรุ่น เพราะเพลงทำหน้าที่เก็บคำโบราณไว้ในรูปของความบันเทิง เมื่อคนร้องซ้ำ คนฟังซ้ำ คำก็อยู่ต่อ

การรักษาภาษาโคราชในเพลงจึงเป็นงานคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน หากวันหนึ่งคนโคราชพูดภาษาโคราชน้อยลง เพลงโคราชจะเจออุปสรรคหนัก เพราะฐานคำในชีวิตจริงหายไป การสืบทอดก็จะกลายเป็นการเรียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ซึ่งยากขึ้นหลายเท่า

พลังชุมชนและสื่อปลอดภัย เมื่อมรดกต้องอยู่ในพื้นที่ที่คนรู้สึกเป็นเจ้าของ

การสืบทอดเพลงโคราชแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของชุมชนในฐานะผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน ศิลปะการร้องโต้ตอบที่ใช้ภาษาโคราชเป็นหัวใจยังคงดำรงอยู่ได้ เพราะผู้คนในท้องถิ่นรู้สึกว่าบทเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเอง ผู้ที่มาแก้บนรับรู้ว่าเสียงเพลงคือการแสดงความกตัญญูต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนดูในงานบุญหรืองานวัดมองว่าเพลงโคราชคือความสนุกที่ใช้ภาษาเดียวกับบ้านเกิด ขณะที่ผู้ที่เรียนรู้การร้องเพลงยังเห็นเวทีการแสดงเป็นพื้นที่ฝึกไหวพริบ ปฏิภาณ และความกล้าในการใช้ภาษา

เมื่อเพลงโคราชถูกนำเสนอผ่านสื่อร่วมสมัย การอธิบายบริบททางวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญ ครูเพลงและนักวิชาการหลายคนเห็นพ้องว่า สามารถเปิดพื้นที่ให้เกิดการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ได้ แต่ต้องรักษาแก่นสำคัญของเพลงโคราชไว้ โดยเฉพาะภาษา สำเนียง และโครงสร้างการแสดงแบบดั้งเดิม การสื่อสารความแตกต่างระหว่างรูปแบบดั้งเดิมกับรูปแบบประยุกต์อย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ชมรุ่นใหม่เข้าใจรากเหง้าและพัฒนาการของศิลปะพื้นบ้านชนิดนี้ไปพร้อมกัน

อนาคตของเพลงโคราช คำมั่นจากคนทำงานและโจทย์ใหม่ของศตวรรษที่ 21

เมื่อถามถึงอนาคต คนในพื้นที่ให้คำตอบที่ไม่เหมือนกันแต่ไปทางเดียวกัน นายกำปั่น บ้านแท่นมองว่า เพลงโคราชต้องหาทางเข้าหาวัยรุ่น ต้องมีการปรับรูปแบบบางส่วนเพื่อให้คนรุ่นใหม่ “รับรู้และรับได้” โดยไม่ทำให้รากเดิมหายไป แม่กาเหว่ามองผ่านศรัทธาของเมือง ย่าโมยังอยู่ เพลงโคราชก็อยู่ คุณบุญสม กำปังย้ำเรื่องมาตรฐานความเข้าใจ ต้องแยกคำเรียกดั้งเดิมกับประยุกต์ให้ชัด และผู้ช่วยศาสตราจารย์เรขา อินทรกำแหงย้ำว่าความร่วมสมัยกับการอนุรักษ์ต้องเดินควบคู่กัน โดยมีภาษาโคราชเป็นแกนกลาง

อีกเสียงหนึ่งที่มีพลังไม่แพ้กันมาจาก “คุณพรชัย ช่างดี” หรือ “พรชัย ห้วยแถลง” หมอเพลงโคราช ที่พูดอย่างมั่นใจว่า อีก 50 ปีหรือ 100 ปี เพลงโคราชยังอยู่คู่เมืองโคราชและประเทศไทยได้ คำมั่นนี้มีน้ำหนัก เพราะมาจากคนที่ยืนอยู่ในสนามจริง เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงของคนดู เห็นทั้งความยากของการหาศิษย์ และยังเลือกเชื่อในพลังของชุมชนและภาษา 

โจทย์ของศตวรรษที่ 21  ไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่าง “เก่า” กับ “ใหม่” แต่เป็นการออกแบบระบบนิเวศที่ให้ทั้งสองทางอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพลงโคราชดั้งเดิมต้องมีพื้นที่เพื่อรักษามาตรฐาน ภาษา ฉันทลักษณ์ และพิธีกรรม เพลงโคราชประยุกต์ต้องมีพื้นที่ทดลองเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และโลกสื่อที่เปลี่ยนเร็ว ระหว่างสองพื้นที่นี้ ต้องมีสะพานความรู้ให้คนดูเข้าใจว่าอะไรคืออะไร และทำไมความแตกต่างนั้นมีความหมาย

—-----

เสียงร้องโต้ตอบที่เคยกึกก้องตามลานหมู่บ้านในวันวาน คือภาพสะท้อนตัวตนของชาวโคราชที่สั่งสมมานับร้อยปี และเป็นเครื่องยืนยันว่า “เพลงโคราช” คือเรื่องราวของ “เสียงคน” ที่พาเมืองทั้งเมืองกลับมาทบทวนและพูดคุยกับตัวเองอีกครั้ง ผ่านถ้อยคำภาษา ความเชื่อ การหยอกล้อเตือนสติ และการหลอมรวมจิตวิญญาณของผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในห้วงเวลาแห่งความสุข

หากวันนี้เรายังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของภาษาโคราชที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดพื้นที่แห่งเกียรติยศให้แก่ครูเพลงและศิษย์ผู้สืบทอด รวมถึงการสื่อสารที่เคารพต่อรากเหง้าของชุมชน เพลงโคราชจะดำรงอยู่เกินกว่าการเป็นบันทึกในหอจดหมายเหตุ แต่จะทำหน้าที่เป็นมรดกที่มีลมหายใจ เดินเคียงข้างเมืองย่าโมไปสู่อนาคตอย่างสง่างาม ในฐานะศิลปะที่สร้างเวทีไว้ในหัวใจ และมีผู้คนทุกรุ่นเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง