รีเซต

นฤมิตรกรรมแห่งนภากาศ อนาคตว่าวไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับลม แต่ขึ้นอยู่กับ "เรา"

นฤมิตรกรรมแห่งนภากาศ อนาคตว่าวไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับลม แต่ขึ้นอยู่กับ "เรา"
TNN ช่อง16
20 มีนาคม 2569 ( 10:59 )
7

นฤมิตรกรรมแห่งนภากาศ ว่าวไทยในฐานะประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาเชิงช่าง และมรดกวัฒนธรรมที่ยังรอแรงลมจากคนรุ่นใหม่

การเล่นว่าวของไทยมิได้เป็นเพียงกิจกรรมยามลมพัดหรือความบันเทิงตามฤดูกาล หากมองลึกลงไป ว่าวคือภาพรวมขององค์ความรู้หลายแขนงที่ซ้อนทับกันอยู่ในวัตถุชิ้นเดียว ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตเกษตรกรรม งานช่างพื้นบ้าน ตลอดจนความเข้าใจเรื่องแรงลม สมดุล และการเคลื่อนตัวในอากาศอย่างน่าทึ่ง

ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปี ว่าวปรากฏอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยในหลายฐานะ บางยุคเป็นการละเล่นของชาวบ้าน บางยุคเป็นกิจกรรมของราชสำนัก บางช่วงเวลาถูกใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ และในอีกหลายห้วงเวลา ว่าวทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายของฤดูกาล ความสัมพันธ์ในชุมชน และความสุขที่เกิดจากการลงมือทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วปล่อยมันลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

ภูมิปัญญาการทำว่าวของไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงของเล่นพื้นบ้านนั้น แท้จริงแล้วเป็นองค์ความรู้ที่ซับซ้อน ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความชำนาญ และประสบการณ์สะสม ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ การเหลาไม้ไผ่ การคำนวณน้ำหนัก การวางจุดศูนย์ถ่วง ไปจนถึงการผูกสายป่านให้ว่าวทรงตัวได้อย่างเหมาะสม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อโลกค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากทุ่งนาและลมธรรมชาติไปสู่เมืองและหน้าจอ ภาพของว่าวที่เคยลอยเต็มฟ้าในความทรงจำของคนรุ่นก่อนก็เริ่มเลือนหายลง สิ่งที่สังคมต้องขบคิดต่อ ไม่ใช่แค่การตระหนักถึงคุณค่าของว่าวไทย หากรวมถึงการค้นหาหนทางที่จะทำให้ว่าวยังคงมีชีวิตอยู่ในท้องฟ้าของสังคมไทยต่อไปในอีกสิบปีข้างหน้า

เสียงลมและรอยยิ้ม  ภาพจำว่าวไทยในวันวาน

สำหรับคนจำนวนมาก ว่าวไม่ใช่สิ่งที่เริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์ งานเทศกาล หรือคำอธิบายเชิงวิชาการ แต่มันเริ่มต้นจากภาพตรงหน้าในวัยเด็ก เป็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสัน เป็นเสียงลม เป็นเสียงสะบัดของกระดาษ เป็นการวิ่ง เป็นการเงยหน้า และเป็นความตื่นเต้นที่อธิบายได้ยาก

อุดม โฉมงาม ปราชญ์นักอนุรักษ์ว่าวไทย บ้านถ้ำรงค์ จังหวัดเพชรบุรี เล่าถึงประสบการณ์เมื่อราว 50 กว่าปีก่อนว่า ในสมัยเด็กเขาเห็นผู้เฒ่าผู้แก่แข่งดึงว่าว ได้ยินเสียงว่าวดังอยู่บนฟ้า และเห็นว่าวหลากสีเต็มท้องนภา ภาพนั้นทำให้เขาหลงรักว่าวตั้งแต่นั้น ก่อนจะเรียนรู้และทำว่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อุดม เล่าย้อนกลับไปว่า ในเวลานั้นพื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นทุ่งนา เป็นป่า ยังไม่มีไฟฟ้า ของเล่นของเด็กๆ ต้องประดิษฐ์กันเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกข่าง กาคาบไข่ หรือว่าว รุ่นพี่ในชุมชนเริ่มทำว่าวเป็น เด็กๆ ก็เฝ้ามองและค่อยๆ ซึมซับ เมื่อถึงวันที่ว่าวปักเป้าขึ้นเต็มท้องฟ้าในวันที่ลมแรง ความรู้สึกนั้นคือความสุขอย่างแท้จริง เป็นความทรงจำที่ยังชัดเจนแม้เวลาจะผ่านไปนาน

ความทรงจำเช่นนี้ทำให้เห็นว่า ว่าวเคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันในสังคมชนบท ไม่ได้ถูกแยกออกจากชุมชน แต่เติบโตไปพร้อมกับฤดูกาล งานไร่งานนา และความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย เด็กเรียนรู้จากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ถ่ายทอดผ่านการลงมือทำ ความรู้ไม่ได้อยู่ในตำราเท่านั้น แต่อยู่ในสายตา มือไม้ และการเฝ้ามองทิศทางลม

ศาสตร์ ศิลป์ และสมดุล องค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในโครงไม้ไผ่และกระดาษ

ในมุมมองทางวิชาการ ผศ.ดร.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรีการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อธิบายว่า ว่าวไทยเป็นการประดิษฐ์ที่ดูเหมือนเรียบง่าย วัสดุหาไม่ยาก อุปกรณ์ไม่มาก ใช้เพียงพื้นที่นาว่างๆ และอาศัยฤดูกาลลมเป็นเงื่อนไขสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายภายนอกนั้นไม่ได้หมายความว่าว่าวทำง่ายในเชิงภูมิปัญญา ตรงกันข้าม การทำว่าวจำเป็นต้องใช้ทักษะอย่างมาก ไม่ใช่แค่การเหลาไม้ไผ่หรือแปะกระดาษเข้ากับโครง แต่ต้องเข้าใจเรื่องสมดุล สมมาตร และธรรมชาติของแรงลม ว่าวจะขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความแม่นยำในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่น้ำหนักของโครง ความยืดหยุ่นของไม้ ไปจนถึงมุมของสายป่าน

การขึ้นทะเบียนว่าวไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2554 จึงเป็นมากกว่าการบันทึกชื่อเอาไว้ในระบบราชการ หากเป็นการรับรองว่า ภูมิปัญญานี้มีคุณค่าในฐานะองค์ความรู้ของสังคมไทย และควรได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และสืบทอดอย่างจริงจัง

ผศ.ดร.กาญจนายังชี้ให้เห็นด้วยว่า นอกจากภูมิปัญญาการทำว่าวแล้ว ยังมีภูมิปัญญาอีกชุดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือภูมิปัญญาเรื่องการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงกติกา เทคนิค วิธีควบคุมว่าว และความเข้าใจต่อธรรมชาติของว่าวแต่ละชนิด สิ่งเหล่านี้ทำให้ว่าวไม่ใช่แค่งานประดิษฐ์ แต่เป็นทั้งศาสตร์ ศิลป์ และกีฬาในเวลาเดียวกัน





วังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้า เอกลักษณ์แห่งยุคทองของว่าวไทย

แม้ต้นกำเนิดของว่าวในภูมิภาคเอเชียจะมีความเชื่อมโยงกันหลายวัฒนธรรม แต่ในบริบทของไทย ว่าวมีหลักฐานปรากฏมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องเล่าและเอกสารทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าว่าวเป็นที่รู้จักในสังคมไทยมาแต่โบราณ

ในสมัยสุโขทัยและอยุธยา ว่าวปรากฏอยู่ในฐานะกิจกรรมของผู้คนในสังคม และในบางช่วงก็สัมพันธ์กับความเชื่อหรือพิธีกรรมเกี่ยวกับลมและฤดูกาล ต่อมาในสมัยอยุธยา ว่าวยังถูกกล่าวถึงในมิติของการสงคราม โดยมีการบันทึกถึงการใช้ว่าวจุฬาในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเมือง แสดงให้เห็นว่า ช่างไทยในอดีตไม่ได้มองว่าวเป็นเพียงของเล่น แต่เข้าใจคุณสมบัติด้านการรับแรงลม การบรรทุกน้ำหนัก และทิศทางการเคลื่อนตัวอย่างลึกซึ้ง

เมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ ว่าวยิ่งมีบทบาทเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะในราชสำนักและพื้นที่สาธารณะอย่างท้องสนามหลวง มีคำกล่าวที่คนไทยรู้จักกันดีว่า “วังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้า” ซึ่งสะท้อนความนิยมของว่าวสองชนิดหลักในหมู่ชนชั้นนำ

จากนั้นการเล่นว่าวก็ขยายออกไปสู่สังคมกว้าง และเริ่มมีการแข่งขันอย่างเป็นระบบในช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคที่การแข่งขันว่าวในท้องสนามหลวงมีความจริงจังมากขึ้น และพัฒนาเป็นกิจกรรมที่มีกติกาชัดเจน มีชื่อเสียง และมีเกียรติยศรองรับ

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ว่าวไทย ชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ พระยาภิรมย์ภักดี หรือ บุญรอด เศรษฐบุตร บุคคลสำคัญผู้มีบทบาทอย่างมากต่อการทำให้การแข่งขันว่าวไทยมีระบบและมีองค์ความรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.กาญจนาอธิบายว่า พระยาภิรมย์ภักดีไม่เพียงมีชื่อเสียงในฐานะผู้สนใจว่าวอย่างจริงจัง แต่ยังเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่องว่าวพนัน ซึ่งไม่ได้บันทึกเฉพาะกติกาการแข่งขันเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงวิธีทำว่าว ลักษณะของว่าวแต่ละชนิด และข้อมูลเกี่ยวกับว่าวในต่างประเทศที่ท่านได้พบเห็นจากการเดินทาง

สิ่งนี้ทำให้บทบาทของพระยาภิรมย์ภักดีมีความสำคัญมาก เพราะท่านไม่เพียงเล่นว่าวเก่ง แต่ยังทำหน้าที่เก็บรวบรวม ถ่ายทอด และทำให้ความรู้เรื่องว่าวกลายเป็นระบบที่อธิบายได้ หนังสือของท่านจึงมีสถานะคล้ายตำราหลักของวงการว่าวไทยในเวลาต่อมา

อุดม โฉมงาม เองก็กล่าวถึงประวัติการแข่งขันว่าวว่า หากพูดอย่างคร่าวๆ การแข่งขันว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะนั้นรู้จักกันมากในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยอาศัยกติกาการแบ่งแดนระหว่างจุฬากับปักเป้า จุฬาอยู่เหนือลม ปักเป้าอยู่ใต้ลม ฝ่ายจุฬาต้องบังคับว่าวให้ร่อนลงไปเกี่ยวและดึงปักเป้าเข้ามาในแดนของตนจึงจะถือว่าชนะ แต่หากเสียท่าไปอยู่ในแดนของปักเป้า ก็ถือว่าแพ้ เกมเช่นนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ว่าวอย่างเดียว แต่รวมถึงฝีมือของคนชักว่าวด้วย

ทำนองแห่งนภากาศ เมื่อ "ดุ๊ยดุ่ย-แอก" บรรเลงเพลงกลางสายลม

เพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ยังมีความทรงจำและองค์ความรู้เรื่องว่าวหลงเหลืออยู่อย่างน่าสนใจ อุดม โฉมงามอธิบายว่า ว่าวของเพชรบุรีมีหลายแบบ แต่ชนิดที่พบและพูดถึงบ่อยคือว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า และว่าวดุ๊ยดุ่ย

ว่าวจุฬา เป็นว่าวที่ใช้สำหรับการแข่งขันต่อสู้กับปักเป้า มีขนาดใหญ่ มีบทบาทเป็นว่าวตัวรุก ขณะที่ว่าวปักเป้ามีลักษณะต่างออกไป และอาศัยความคล่องแคล่วรวมถึงเทคนิคการต่อสู้คนละแบบ ส่วนว่าวดุ๊ยดุ่ยนั้นมีเสน่ห์อีกแบบ ไม่ได้เด่นแค่การขึ้นฟ้า แต่เด่นตรงเสียง เมื่อว่าวชนิดนี้ลอยอยู่ท่ามกลางลมแรง จะเกิดเสียงรัวที่เปลี่ยนระดับคล้ายดนตรี เสียงนั้นสามารถลอยกระจายไปทั่วหมู่บ้าน สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวที่ผูกอยู่กับความทรงจำของผู้คนในท้องถิ่น

สำหรับว่าวของเด็กๆ ยังมีอีกหลายชนิด เช่น ว่าวอีลุ้ม ซึ่งมีโครงคล้ายปักเป้า แต่ไม่มีหางและมีตัวถ่วงด้านข้าง หรือว่าวอีแพรดที่เก็บกระดาษส่วนล่างไว้ไม่ตัดทิ้ง เมื่อลากหรือกระตุกเชือก กระดาษจะสะบัดจนเกิดเสียง “แพรดๆ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ว่าวแต่ละชนิดจึงไม่ได้ต่างกันแค่รูปร่าง แต่ยังสะท้อนวิธีคิด วิธีเล่น และความสร้างสรรค์ของคนในแต่ละพื้นที่ด้วย

ผศ.ดร.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล อธิบายว่า ในปัจจุบันการละเล่นว่าวยังคงปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย นอกเหนือจากเวทีการแข่งขันว่าวในงานเทศกาลระดับนานาชาติแล้ว ยังมีการแข่งขันว่าวในระดับท้องถิ่นที่ชุมชนยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การแข่งขันว่าวดุ๊ยดุ่ยในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเสียงว่าวที่เกิดจากแอกเมื่อกระทบแรงลม รวมถึงการแข่งขันว่าวแอกในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ยังคงรักษารูปแบบการเล่นและกติกาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าว่าวไทยมีความหลากหลายมากกว่าที่คนทั่วไปคุ้นเคย เพราะนอกจากว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว ยังมีว่าวอีกหลายชนิดที่พัฒนาขึ้นตามสภาพพื้นที่และวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค การดำรงอยู่ของการแข่งขันว่าวท้องถิ่นจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าภูมิปัญญาการเล่นว่าวยังคงมีชีวิตอยู่ในชุมชน และยังได้รับการสืบทอดผ่านกิจกรรมของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง.

คัมภีร์ไม้ไผ่ ศาสตร์แห่งความพอดี

การทำว่าวไทยเป็นตัวอย่างสำคัญของภูมิปัญญาที่เชื่อมโลกของงานช่างเข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างแนบแน่น แม้คนทำว่าวจำนวนมากจะไม่ได้ใช้ศัพท์อย่าง “อากาศพลศาสตร์” หรือ “จุดศูนย์ถ่วง” ในการอธิบาย แต่สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ทุกวันก็คือการจัดการกับหลักการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

ไม้ไผ่ที่เลือกใช้ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม น้ำหนักต้องพอดี โครงต้องไม่เบาจนปลิวเสียรูป และต้องไม่หนักจนต้านลมไม่ไหว การเหลาไม้แต่ละชิ้นต้องสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้น้ำหนักสองข้างต่างกันจนว่าวเสียสมดุล การผูกสายต้องแม่นยำ เพราะจุดที่ผูกส่งผลต่อมุมรับลมโดยตรง ขณะที่กระดาษหรือวัสดุปิดหน้าว่าวก็ต้องตึงในระดับที่พอเหมาะ ไม่หย่อน ไม่แข็งเกินไป

ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ฝึกสายตา ฝึกมือ และฝึกใจไปพร้อมกัน เพราะคนทำว่าวต้องอาศัยความนิ่ง ความละเอียด และความอดทนอย่างมาก กว่าจะได้ว่าวดีๆ สักตัวหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เสร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อุดม โฉมงาม มองว่า จุดนี้เองคือคุณค่าที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน เพราะการทำว่าวช่วยฝึกสมาธิให้เด็กๆ ได้อย่างดี เด็กต้องอยู่กับงานชิ้นหนึ่งนานพอ ต้องตั้งใจ ต้องค่อยๆ ทำ และเมื่อทำสำเร็จ เขาจะเห็นผลลัพธ์ด้วยตาของตัวเอง นั่นคือว่าวที่ลอยขึ้นฟ้าได้จากฝีมือของเขาเอง

สายป่าน vs สัญญาณเน็ต

สิ่งที่ทำให้ว่าวไทยเผชิญความท้าทายในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการลดลงของผู้สืบทอดภูมิปัญญา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสความทันสมัย

ท้องนา พื้นที่โล่ง และลานกว้างที่เคยเป็นสนามเล่นว่าวของเด็กๆ ค่อยๆ ลดจำนวนลงจากการขยายตัวของเมืองและรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน เด็กยุคใหม่เติบโตมากับความบันเทิงจากหน้าจอ โทรศัพท์มือถือ เกม และแพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก กิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใช้แรงกาย ต้องอาศัยฤดูกาลลม และต้องใช้สมาธิอย่างการทำว่าว จึงค่อยๆ ถูกลดบทบาทลงในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

ณัฐศศิ ชัยเวศ นักท่องเที่ยว ซึ่งเดินทางมาพบกิจกรรมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับว่าวในเพชรบุรี มองว่า กิจกรรมแบบนี้เหมาะอย่างมากสำหรับเด็ก เพราะเป็นโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำอะไรบางอย่างจริงๆ และได้เชื่อมต่อกับวิถีชุมชน เธอมองว่า เด็กจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป หากมีกิจกรรมเช่นนี้มากขึ้น ก็อาจช่วยให้เด็กกลับมาอยู่กับธรรมชาติและเรียนรู้จากโลกจริงมากขึ้น


ดั้งเดิมบรรจบร่วมสมัย สูตรสำเร็จการรักษาภูมิปัญญาว่าวไทยให้ยั่งยืน

ณัฐศศิยังชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า ปัจจุบันว่าวไปไกลกว่าภาพจำเรื่องการเหลาไม้ไผ่ติดกระดาษแบบดั้งเดิมแล้ว ในหลายสมาคมหรือหลายเวทีแข่งขัน มีทั้งว่าวแบบดั้งเดิมและว่าวแฟนซีที่ออกแบบอย่างสร้างสรรค์ มีการประยุกต์เทคนิคการประกอบ รูปทรง และวัสดุให้หลากหลายขึ้น

ว่าวในยุคนี้จึงอาจไม่จำเป็นต้องมีเพียงรูปสี่เหลี่ยม หรือโครงแบบคุ้นตาอีกต่อไป แต่มาในรูปการ์ตูน สัตว์ ตัวละคร หรือรูปทรงแปลกใหม่ที่ดึงดูดสายตาเด็กๆ และกระตุ้นจินตนาการได้มากกว่าเดิม จากว่าวรูปงูธรรมดาในความทรงจำ กลายเป็นว่าวหลากสี หลากคาแรกเตอร์ ที่เปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ทำงานมากขึ้น

นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องตรึงทุกอย่างให้อยู่ในรูปเดิมเสมอไป ในบางกรณี การอยู่รอดของมรดกนั้นอาจเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปรับตัว การออกแบบใหม่ และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังรู้สึกว่า สิ่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เขาอยู่

ดังนั้น การอนุรักษ์ว่าวไทยอาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงทางใดทางหนึ่งระหว่าง “ดั้งเดิม” กับ “ร่วมสมัย” หากต้องมองหาวิธีที่สองสิ่งนี้จะอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำให้แก่นของภูมิปัญญาสูญหาย

คืนพื้นที่ให้ปราชญ์ การจัดการมรดกว่าวไทยที่ต้องไปไกลกว่านโยบายในตำรา

ในมุมของการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ผศ.ดร.กาญจนาเสนอไว้อย่างชัดเจนว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอนุรักษ์ หากหลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว เจ้าของภูมิปัญญาไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับพื้นที่ในการถ่ายทอด หรือไม่ได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับกิจกรรมและงานอีเวนต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง การขึ้นทะเบียนก็อาจกลายเป็นเอกสารทางนโยบายที่ขาดพลังในทางปฏิบัติ

ข้อเสนอของเธอจึงมุ่งไปสู่การขยายบทบาทของว่าวให้เชื่อมโยงกับกิจกรรมร่วมสมัย ทั้งงานเทศกาล การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกิจกรรมการเรียนรู้ในหลายระดับ หากว่าวสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ได้มากขึ้น ผู้คนก็จะรู้จักมากขึ้น ได้ทดลองเล่นมากขึ้น และเกิดความเข้าใจต่อคุณค่าของภูมิปัญญานี้มากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการจัดการมรดกวัฒนธรรมในปัจจุบัน ซึ่งมองว่ามรดกจะดำรงอยู่ได้เมื่อยังมีผู้คนใช้ประโยชน์ มีการเรียนรู้ และมีบทบาทอยู่ในชีวิตของสังคมร่วมสมัย ไม่ใช่การเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของวัตถุหรือเรื่องเล่าที่ถูกแยกออกจากผู้คนในชีวิตประจำวัน.

สำหรับอุดม โฉมงาม การทำว่าวมีความหมายมากกว่าการอนุรักษ์ประเพณี หากยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชน เขามองว่า เด็กจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันขาดสมาธิ ขาดกิจกรรมที่ต้องใช้มือทำ และต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การชวนเด็กมาฝึกทำว่าวจึงช่วยสร้างสมาธิ จุดประกายความสนใจ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริง

เขายังเชื่อว่า หากเด็กสามารถทำว่าวได้อย่างสวยงามและพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้ อย่างน้อยเด็กจะได้ตระหนักว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้ที่ใกล้ตัว มีคุณค่า และสามารถสร้างความภาคภูมิใจรวมถึงสร้างรายได้ในชีวิตจริง

ชะตากรรมของสายป่าน: เมื่ออนาคตว่าวไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับลม แต่ขึ้นอยู่กับ "เรา"

เมื่อพูดถึงอนาคต อุดม โฉมงาม กล่าวอย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจนว่า เขาอยากเห็นอีกสักสิบปีข้างหน้า ว่าวลอยเต็มท้องฟ้าเหมือนภาพในวัยเด็กที่เคยพบเห็น นั่นคือความใฝ่ฝันที่เขายังคงยึดถือมาตลอด

ท้ายที่สุด ว่าวจะกลับคืนสู่ท้องฟ้าได้จากการร่วมมือของหลายฝ่าย ต้องมีพื้นที่โล่งสำหรับการเล่นว่าว มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำว่าว มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรียนรู้ และมีสังคมที่เห็นคุณค่าของกิจกรรมเล็กๆ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ

ว่าวไทยในวันนี้จึงอยู่ท่ามกลางแรงดึงสองด้าน ด้านหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงของเมือง เทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ อีกด้านหนึ่งคือความทรงจำ ภูมิปัญญา และความพยายามของผู้คนที่ยังคงรักษาการละเล่นนี้ไว้

ว่าว เป็นมากกว่าวัตถุที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า หากยังเป็นบทเรียนเรื่องความอดทน ความสมดุล ความประณีตของงานช่าง และการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างรุ่น เป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรม เครื่องมือทางสังคม และพื้นที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคต

หากประเทศไทยต้องการให้ว่าวยังคงอยู่ในชีวิตวัฒนธรรมร่วมสมัย จำเป็นต้องสร้างทั้งพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิด ต้องมีลานกว้างให้เด็กได้วิ่ง มีครูหรือปราชญ์ให้เด็กได้เรียนรู้ มีนโยบายที่เห็นคุณค่าของเจ้าของภูมิปัญญา และมีพื้นที่ร่วมสมัยที่ทำให้ว่าวยังคงเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้

คำกล่าวของอุดม โฉมงามจึงเปรียบเสมือนบทสรุปที่ชัดเจนของเรื่องทั้งหมดนี้ว่า… 

“ลมก็ยังมีพัดอยู่ตลอดเวลานะครับ 
แต่ว่าว่าวจะขึ้นอยู่บนท้องฟ้าไหม 
อยู่ที่คนใต้ฟ้าเดียวกันนะครับ”


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง