รีเซต

“ซูเปอร์เอลนีโญ” ร้อนนี้ไม่ธรรมดา! อาจรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี

“ซูเปอร์เอลนีโญ” ร้อนนี้ไม่ธรรมดา! อาจรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี
TNN ช่อง16
13 มิถุนายน 2569 ( 22:43 )
11

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลง นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญอย่าง “ซูเปอร์เอลนีโญ” 


หลังแบบจำลองสภาพภูมิอากาศหลายสำนักส่งสัญญาณว่า โลกอาจกำลังเข้าสู่ “เอลนีโญ” ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 140 ปี


หากการคาดการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอากาศที่ร้อนขึ้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ ทรัพยากรน้ำ และชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เหมือนเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในหม้อที่กำลังต้มน้ำเดือดจัดถึงสุดขีด


“ซูเปอร์เอลนีโญ” คืออะไร ?


“ซูเปอร์เอลนีโญ” คือ ปรากฎการณ์ “เอลนีโญ” ที่อุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป  โดยจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก มักเว้นช่วงห่างกันประมาณ 10-40 ปี


ในขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญทั่วไป จะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.5–2 องศาเซลเซียส


อันที่จริงแล้วคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อย่างเป็นทางการ แต่ถูกใช้ครั้งแรกในงานวิจัยชื่อ “Strong ENSO Variability and a Super-ENSO Pair in the CSIRO Mark 3 Coupled Climate Model” โดยทีมวิจัย CSIRO จากออสเตรเลีย เมื่อปี 2003 เพื่อใช้อธิบายถึงปรากฎการณ์เอลนีโญที่อุณหภูมิสูงกว่า 3 องศาเซลเซียสขึ้นไป 


โดยในทางวิชาการ นักวิทยาศาสตร์มักใช้คำว่า “Very Strong El Niño” หรือ “เอลนีโญรุนแรงมาก” แทน


ย้อนดูเหตุการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” 


สิ่งที่ทำให้ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ถูกจับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุณหภูมิที่สูงขึ้น เพราะทุกครั้งที่โลกเผชิญเอลนีโญรุนแรง ผลกระทบมักลุกลามไปไกลกว่ามหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า ไปจนถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก


เมื่อย้อนกลับไปดู “ซูเปอร์เอลนีโญ” ครั้งสำคัญในอดีตนับตั้งแต่ปี 1950 จะพบว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไป ทั้งต่างภัยพิบัติ สถานที่ และการรับมือ 


1982-1983 “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่รุนแรงสุดของบันทึกสมัยใหม่


ปี 1982-1983 นับได้ว่า เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่รุนแรงสุดของบันทึกสมัยใหม่ เพราะยุคนั้น เทคโนโลยีติดตามมหาสมุทรและการพยากรณ์อากาศยังไม่ก้าวหน้า ทำให้หลายประเทศไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับเอลนีโญรุนแรง 


ผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น เกิดน้ำท่วมรุนแรงในอเมริกาใต้, อเมริกาเหนือเผชิญพายุ หิมะตกหนัก, ตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียเผชิญภัยแล้งรุนแรงและไฟป่า เป็นต้น สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 1.3 ล้านล้านดอลาร์สหรัฐ และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 คน


1997-1998 “เอลนีโญแห่งศตวรรษ”


ปี 1997-1998 ถูกขนานนามว่าเป็น "El Niño of the Century" หรือ “เอลนีโญแห่งศตวรรษ” เพราะเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4-2.5 องศาเซลเซียส และครั้งนั้นก็เป็นการติดตามด้วยเครื่องมือสมัยใหม่เป็นครั้งแรก 


ผลกระทบด้านภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งภัยแล้ง ฝนตกหนัก ไฟป่า คลื่นความร้อน มีผู้เสียชีวิตราว 23,000 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 


2015-2016 “ซูเปอร์เอลนีโญ” ยุคโลกร้อน 


ปี 2015-2016 ถูกขนานนามว่า เป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ยุคโลกร้อน เป็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 องศาเซลเซียส ส่งผลอุณหภูมิโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดในขณะนั้น เกิดภาวะฟอกขาวครั้งใหญ่ในแนวปะการังทั่วโลก โดยเฉพาะแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟของออสเตรเลีย พายุเฮอริเคนในแปซิฟิกเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรในหลายประเทศลดลง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  


รายงาน UNDP ระบุว่า ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนั้นกระทบประชาชนกว่า 60 ล้านคนจาก 40 ประเทศทั่วโลก 


พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ภาวะโลกร้อนคือการเร่งไฟใต้หม้อให้แรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนซูเปอร์เอลนีโญคือการเติมเชื้อเพลิงเข้าไปอีกระลอก จนโลกอาจเผชิญความร้อนในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อน

“เอลนีโญ” 2026 อาจรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี 


ตัดภาพมาปี 2026  “ซูเปอร์เอลนีโญ” กลับมาอยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อมีการคาดการณ์ว่า ความร้อนปีนี้ มีโอกาสเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” และจะรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี


องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA คาดการณ์ว่า ปี 2026 มีแนวโน้มจะเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญสูงถึง 61% และในจำนวนนี้ ประมาณ 1 ใน 4 มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” 


พอล ราวน์ดี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยออลบานี ก็คาดการณ์ว่า ปีนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่โลกจะเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี


การคาดการณ์เหล่านี้ ก่อให้เกิดความกังวลในนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่แตกต่างไปจากครั้งก่อน ๆ เพราะซูเปอร์เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีโอกาสพุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2026 หรือ 2027


“มีการคาดการณ์แล้วว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จะเริ่มปรากฏผลประมาณเดือนพฤศจิกายนจนถึงปีหน้า คำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ หมายความก็คือว่า ฝนขาดช่วง อากาศแล้ง แล้วมีพายุเป็นบางช่วงที่พัดเข้ามา เพราะฉะนั้น วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยมาแน่นอน” ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าว 


ดร.สนธิ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่จะเผชิญผลกระทบหนักที่สุด คือ แถบเอเชียใต้ อย่าง ประเทศอินเดีย ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ, มีภาวะฝนทิ้งช่วงประมาณสัก 4 เดือน เมื่อน้ำฝนลดลง ผลผลิตทางการเกษตรก็จะมีปัญหาตามมา 


นอกจากนี้ ดร.สนธิ ยังกังวลถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ เพราะเมื่อภาคเกษตรกรรมเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ จากฝนที่ลดลงและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น


สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ เมื่อพืชพรรณแห้งตายและสะสมเป็นเชื้อเพลิง ก็อาจนำไปสู่ไฟป่าที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน


ร้อนนี้ไทยเสี่ยงเจอทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักพร้อมกัน


สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาจต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมหนักในเวลาเดียวกัน


กรมอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO คาดการณ์ว่าฝนอาจลดลง 30% ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของไทยประเมินว่าฝนจะลดลงประมาณ 10 - 12% 


รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานฯ ที่มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะต้องเผชิญแต่ภัยแล้งอย่างเดียว เพราะมีโอกาสเกิดน้ำท่วมได้เช่นกัน และตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 6-10 % 


“ในปีนี้ ผลกระทบจะส่งผลในช่วงปลายปี โดยคาดการณ์ว่าในช่วงฤดูฝนจริง ๆ คือเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ปริมาณฝนอาจลดลงประมาณ 10-20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำท่วมนะ เพราะว่าทั้งเดือนมันเฉลี่ยทั้งเดือนมันน้อยลง แต่บางวันมันตกหนัก”


“หลายคนก็บอกว่า เอ๊ะ ทำไมจะเข้าสู่เอลนีโญแล้วทำไมน้ำท่วมที่กระบี่หนักเลย น้ำท่วมพังงา เห็นไหม ก็เอาแค่ฝนวันสองวันก็เป็นอย่างนี้แหละสภาพมัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วฝนทั้งเดือนน้อยกว่าปกติ” รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าว 


“ต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าในปีเอลนีโญจะมีน้ำท่วมได้ แต่มีโอกาสน้ำท่วมน้อย น้ำท่วมใหญ่ไม่น่าจะเกิดโดยปกติในอดีตทั่วไป แต่จะเป็นน้ำท่วมแบบรอการระบายมาแล้วก็ไปวันสองวัน” รศ.ดร.เสรี กล่าว 


รศ.ดร.เสรี อธิบายว่า เมื่ออากาศร้อนขึ้น จะทำให้มีไอน้ำสะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่พื้นดินมีอุณหภูมิสูง เมื่อมีความชื้นมากขึ้นและเจอกับอากาศเย็น ไอน้ำจะเกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ แต่ยังไม่ตกเพราะขนาดเล็ก หยดน้ำนี้จะรอวันที่มีลมพัดความชื้นจากทะเลมารวมตัวกันจนใหญ่ถึงจะตก 


“ฉะนั้น ตรงนี้ต้องเฝ้าระวังว่าตอนไหนที่มีความกดอากาศสูง ความเย็นมาเจอความร้อนบนแผ่นดิน ก็จะตกเฉพาะจุด จะไม่กลายเป็นน้ำท่วมใหญ่ เราต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะคาดการณ์ยาวไม่ได้” ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าว 

เราต้องรับมือกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อย่างไร ?


แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ปีนี้เราจะเจอ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือไม่ แต่นั้นอาจไม่ได้สำคัญมากพอเท่ากับว่า ตอนนี้ เราจะต้องรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไร


อันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาเตือนประชากรโลกว่า "เอลนีโญกำลังมาเยือนถึงหน้าบ้านเราแล้ว โลกต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้เสมือนเป็นคำเตือนเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ” 


เขาย้ำว่า ทางออกเดียวคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนปกป้องผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด และจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกคนบนโลก


ขณะที่ เซเลสเต เซาโล ผู้อำนวยการ WMO ระบุว่า โลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงมาก ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและฝนตกหนัก และเพิ่มความเสี่ยงคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในทะเล  


WMO เน้นว่า การพยากรณ์ฤดูกาลล่วงหน้าและระบบเตือนภัยล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาชีวิตและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชุมชน


“ผู้รู้หลายฝ่ายออกมาเตือนว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น แม้อาจมีฝนตกบ้างในบางช่วง แต่จะเป็นลักษณะฝนตกเฉพาะจุดและมีปริมาณไม่มากนัก”


“ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนที่ความเสี่ยงที่ชัดเจนว่า พื้นที่ใดมีแนวโน้มขาดแคลนน้ำ เพื่อกำหนดแนวทางให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก เช่น พื้นที่ใดไม่ควรปลูกข้าวนาปรัง ข้าวนาปี หรืออ้อย และพื้นที่ใดเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใด” ดร.สนธิ กล่าว 


เขากล่าวด้วยว่า เมื่อเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ อากาศจะร้อนขึ้น โดยที่ผ่านมาในเดือนเมษายน ประเทศไทยเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส โดยจังหวัดลำปางมีอุณหภูมิสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานครก็เผชิญกับอากาศร้อนเช่นกัน


“ในช่วงที่อากาศร้อน กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุ จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแล เช่น หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะฮีตสโตรก รวมถึงควรมีการจัดเตรียมห้องหลบร้อนสำหรับผู้สูงอายุ” เขา กล่าว 


ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ภาวะแห้งแล้งอาจนำไปสู่ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ซึ่งปีนี้มีแนวโน้มอาจรุนแรงกว่าปีก่อน เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งเอื้อต่อการเกิดไฟป่าและการสะสมของฝุ่นละออง ขณะที่ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ยังไม่แล้วเสร็จ


ดร.สนธิ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมไม่ควรรอจนสถานการณ์ใกล้เกิดขึ้น เพราะเราทราบอยู่แล้วว่าภาคเหนือของประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง PM2.5 และไฟป่าเป็นประจำ


“จำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ว่า จะดำเนินการอย่างไร พื้นที่ใดต้องรับมือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงต้องกำหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนว่า ใครจะเป็นผู้บัญชาการหรือผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการสถานการณ์นอกจากนี้ ควรเร่งดำเนินการเรื่องพระราชบัญญัติอากาศสะอาดให้เกิดขึ้น เพื่อให้มีแนวทางรับมือปัญหาอย่างเป็นระบบ และขอให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในส่วนนี้” ดร.สนธิ กล่าวทิ้งท้าย 


ด้าน รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ไทยต้องเปลี่ยนไปสู่การบริหารความเสี่ยง หมายความว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าจะมาเมื่อไหร่หรือขนาดไหน รัฐบาลต้องสร้างฉากทัศน์ เช่น ถ้าฝนน้อยลง 10-20% ต้องมีแผนรองรับหลายแบบ ทั้งกรณีแย่ ปกติ หรือดี เพื่อให้มีคำตอบพร้อมใช้


“ในอดีตที่ผ่านมา เราไม่เคยทำแบบนี้ อดีตพอเราคาดการณ์ว่าฝนจะน้อย ก็จะมุ่งไปแต่ฝนจะน้อย แต่ก็เกิดน้ำท่วม เพราะเราไม่ได้คาดการณ์ฉากทัศน์ที่ครอบคลุม”  รศ.ดร.เสรี กล่าว


ขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง