รีเซต

“ซุปเปอร์เอลนีโญ” ไทยเสี่ยงอุณหภูมิสูงผิดปกติ เปิด 3 ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องระวัง

“ซุปเปอร์เอลนีโญ” ไทยเสี่ยงอุณหภูมิสูงผิดปกติ เปิด 3 ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องระวัง
TNN ช่อง16
15 มิถุนายน 2569 ( 10:14 )
9

เตือนเอลนีโญหรือซุปเปอร์เอลนีโญ

ศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต  ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ เอลนีโญ หรือ ซุปเปอร์เอลนีโญ

โดยระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต ได้ติดตาม วิเคราะห์ปรากฎการณ์เอ็ญนิญโญต่อเนื่องเพื่อแจ้งเตือนคนไทยให้พร้อมรับสถานการณ์แบบเข้าใจง่ายๆดังนี้

- แม้ว่าข้อมูลจากศูนย์นานาชาติ (NOAA, JMA, APCC) ได้ออกมาคาดการณ์แนวโน้มว่าโลกได้เข้าสู่อิทธิพลของเอลนีโญแล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีแนวโน้มเป็นเอลนีโญรุนแรงมากกว่า 60% ศูนย์ฯได้วิเคราะห์จากข้อมูลการคาดการณ์ระดับเอลนีโญ 3 เดือนเฉลี่ย (ธ.ค.-ก.พ.) 

จากข้อมูล JAMSTEC พบว่ารอบปีการเกิดซุปเปอร์เอลนีโญระดับ 2.2-2.5 มีความเป็นไปได้ตั้งแต่ 25-70 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบให้อุณหภูมิสูงขึ้นในเดือน เม.ย. 2570 ตั้งแต่ 1.5-2.5°C ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญทั้งเหตุการณ์น้ำท่วม และภัยแล้งรุนแรง

- ข้อมูลในอดีตบ่งชี้การตอบสนองของอุณหภูมิบนแผ่นดิน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรสูงสุดจากเอลนีโญทันที แต่จะมีความล่าช้า (Lag) อยู่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน 

ดังนั้น ผลกระทบความร้อนบนแผ่นดินในประเทศไทยในลักษณะของคลื่นความร้อนที่รุนแรงผิดปกติในช่วงมี.ค.–เม.ย. 2570 ศูนย์กลางเมืองอย่างกรุงเทพฯ โดยแบบจำลองจะคาดการณ์ว่าอุณหภูมิบรรยากาศ (ที่วัดจากเทอร์โมมิเตอร์) จะเฉลี่ยอยู่ที่ 39°C–41°C แต่ดัชนีความร้อน (Heat Index) ถูกคาดหมายว่าจะทะลุเกณฑ์ 50°C ถึง 54°C เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) เป็นวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องเฝ้าระวัง 

- ภาวะไฟฟ้าล้นระบบ (ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด) การเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกันอย่างเต็มกำลังทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน จะผลักดันให้ระบบสายส่งไฟฟ้าทำงานหนักจนถึงขีดจำกัดเสี่ยงต่อการเกิดไฟดับเฉพาะจุด หรือระบบหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้อง

- การสูญเสียน้ำในภาคเกษตรจากการระเหย ปริมาณน้ำสำรองในลุ่มน้ำหลัก จะเผชิญกับอัตราการระเหยที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปริมาณน้ำที่ต้องใช้เพื่อรักษาระบบนิเวศ และควบคุมความเค็ม

- การปรับเปลี่ยนเวลา และขีดความสามารถในการทำงาน  จากความเครียดสะสมทางความร้อนที่คาดการณ์ ภาคเศรษฐกิจที่ต้องทำงานกลางแจ้ง (การก่อสร้าง โลจิสติกส์ เกษตรกรรม) อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับให้หยุดพักงานทันทีในช่วงเวลาวิกฤตระหว่าง 12:00 น. ถึง 16:00 น. เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของแรงงาน

เอลนีโญ คืออะไร

เอลนีโญ (El Niño) คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันออกและตอนกลางอุ่นกว่าปกติเป็นเวลานาน ส่งผลให้รูปแบบลมและฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป

เอลนีโญเกิดได้อย่างไร

ปกติลมสินค้าจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้น้ำอุ่นสะสมอยู่ทางฝั่งเอเชีย แต่เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้น ลมเหล่านี้อ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นเคลื่อนกลับไปทางตะวันออก ส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง

ผลกระทบของเอลนีโญต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย

จากการศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปีเอลนีโญ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ค่า composite percentile ของปริมาณฝน และ composite standardized ของอุณหภูมิในปีเอลนีโญ จากข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิรายเดือน ในช่วงเวลา 50 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ถึง 2543 พบว่า ในปีเอลนีโญปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่าปกติ (rainfall Index น้อยกว่า 50) 

โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน และพบว่าเอลนีโญขนาดปานกลางถึงรุนแรงมีผลกระทบทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติมากขึ้น สำหรับอุณหภูมิ ปรากฏว่าสูงกว่าปกติทุกฤดูในปีเอลนีโญ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน และสูงกว่าปกติมากขึ้นในกรณีที่เอลนีโญมีขนาดปานกลางถึงรุนแรง 

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าในช่วงกลางและปลายฤดูฝน ไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับสภาวะฝนในปีเอลนีโญได้ชัดเจน นั่นคือ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสูงกว่าปกติและต่ำกว่าปกติหรืออาจกล่าวได้ว่าช่วงกลางและปลายฤดูฝนเป็นระยะที่เอลนีโญมีผลกระทบต่อปริมาณฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน

จากผลการศึกษาพอสรุปได้กว้าง ๆ ว่าหากเกิดเอลนีโญ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูฝน ในขณะที่อุณหภูมิของอากาศจะสูงกว่าปกติ เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เอลนีโญมีขนาดรุนแรง ผลกระทบดังกล่าวจะชัดเจนมากขึ้น

ขนาดของเอลนีโญ

ดัชนีชี้วัดขนาดของเอลนีโญที่สำคัญและชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะทางตะวันออกหรือตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร อุณหภูมิยิ่งสูงกว่าปกติมากเท่าไร ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งแสดงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ต่างจากปกติในช่วงเอลนีโญที่รุนแรงมาก 2 ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ. 2525 – 2526 และ พ.ศ. 2540 – 2541

นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งขนาดของเอลนีโญออกเป็น อ่อนมาก อ่อน ปานกลาง รุนแรง หรือรุนแรงมาก จากการศึกษาของ Quinn et al. (1987, p.14453) กล่าวไว้ว่า “ปรากฏการณ์ยิ่งมีความรุนแรงมากเท่าไร ปริมาณความเสียหาย การถูกทำลาย และมูลค่าความเสียหายยิ่งสูงมากเท่านั้น” พวกเขาได้อธิบายถึงความรุนแรงโดยผนวกเอาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของมหาสมุทรกับผลกระทบที่เกิดขึ้นบนพื้นทวีปเข้าด้วยกันดังนี้

-ขนาดรุนแรงมาก ปริมาณฝนสูงมากที่สุด มีน้ำท่วม และเกิดความเสียหายในประเทศเปรู มีบางเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติมากกว่า 7oซ.

-ขนาดรุนแรง ปริมาณฝนสูงมาก มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง มีรายงานความเสียหายในประเทศเปรู มีหลายเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติ 3 – 5 oซ.

-ขนาดปานกลาง  ปริมาณฝนสูงกว่าปกติ มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเปรูอยู่ในระดับต่ำ โดยทั่ว ๆ ไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้จะสูงกว่าปกติ 2 – 3 oซ.

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่นำมาใช้กำหนดขนาดของเอลนีโญ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งของแอ่งน้ำอุ่น (warm pool) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร บริเวณพื้นผิวมหาสมุทรซึ่งปกคลุมด้วยแอ่งน้ำอุ่นที่ผิดปกติ หรือความลึก (ปริมาตร) ของแอ่งน้ำอุ่นนั้น ยิ่งแอ่งน้ำอุ่นมีอาณาบริเวณกว้างและมีปริมาตรมากปรากฏการณ์จะยิ่งมีความรุนแรงเพราะจะมีความร้อนมหาศาล ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศเหนือบริเวณนั้น 

ในกรณีที่เอลนีโญมีกำลังอ่อนบริเวณน้ำอุ่นมักจะจำกัดวงแคบอยู่เพียงแค่ชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ แต่กรณีเอลนีโญขนาดรุนแรงบริเวณที่มีน้ำอุ่นผิดปกติจะแผ่กว้างปกคลุมทั่วทั้งตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร

สถิติการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ

ในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 – 2543) มีปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้น 15 ครั้ง ดังนี้

ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี พ.ศ. 2541 (ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม)

ภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูงหรือฝนน้อยกว่าปกติ

- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและบรูไน มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตลอดทั้งช่วง 3 เดือน พร้อมกับมีฝนต่ำกว่าค่าปกติบริเวณประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนและฟิลิปปินส์

- ทวีปออสเตรเลีย บริเวณด้านตะวันออก ตะวันตก และบางพื้นที่ทางตอนกลางของออสเตรเลียได้รับฝนต่ำกว่าค่าปกติค่อนข้างมากในช่วงมกราคม – มีนาคม ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะตามบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

- เอเชียตะวันออก ด้านตะวันออกของประเทศจีนต่อเนื่องถึงประเทศเกาหลีเหนือและใต้รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม

- ตอนเหนือของอเมริกาใต้ มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติตลอดทั้งช่วง

- ตอนใต้ของแอฟริกาตะวันตก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติ

- เกาะมาดากัสการ์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติ

- ยุโรปตะวันตก มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม

ภูมิภาคที่มีอุณหภูมิต่ำหรือฝนมากกว่าปกติ

- อุรุกวัยและอาร์เจนตินา มีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติและมีฝนตกหนักในประเทศอุรุกวัยต่อเนื่องถึงทางเหนือของอาร์เจนตินาในเดือนมกราคม ส่วนเดือนกุมภาพันธ์มีอุณหภูมิต่ำและฝนตกหนักทางเหนือของอาร์เจนตินา

- สหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคมมีฝนตกหนักทางด้านตะวันออกลงไปถึงทางใต้ของประเทศ และในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม บริเวณฝนหนักได้เพิ่มพื้นที่ขึ้นคือ พาดจากทางตะวันตก ทางใต้ ไปถึงทางตะวันออก

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ เอลนีโญ เพิ่มเติมได้ที่ กรมอุตุฯ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง