วิกฤตโรงพยาบาลไทย รายจ่ายพุ่ง รายรับไม่พอ เงิน รพ.ติดลบกว่า 400 แห่ง

โรงพยาบาลไทยวิกฤต ค่าใช้จ่ายพุ่ง งบติดลบ ไปถึงงบบัตรทองที่ รพ.รัฐแบก หลายๆ ข่าว และตัวเลขที่แสดงให้เห็นในช่วงเดือนที่ผ่านมา จนเกิดคำถามว่า โรงพยาบาลไทยวิกฤตแล้วหรือไม่ ?
ประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามถึงวิกฤตงบโรงพยาบาล ก็มาจากข้อมูลสถานการณ์เงินบำรุงของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาพรวมโรงพยาบาลสังกัด สธ. มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิ 18,978.36 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ถือว่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมาหลายพันล้านบาท และผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เงินบำรุงจำเหลืออยู่ที่ประมาณเพียงหมื่นล้านบาท
หากเราดูเพียงเงินบำรุงนี้คงอาจไม่ทราบว่า เป็นวิกฤตกับงบโรงพยาบาลอย่างไร แต่หากแยกไปดูรายโรงพยาบาล จะพบว่า จาก รพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มี 903 แห่ง มี รพ.ที่มีเงินบำรุงติดลบถึง 400 แห่ง คิดเป็นถึง 44.3% มีรพ.ที่มีเงินบำรุงคงเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาทอีก 485 แห่ง และรพ.ที่วิกฤตสูงสุดระดับ 7 ซึ่งหมายถึงมีภาวะวิกฤตทางการเงินขั้นรุนแรงที่สุด ขาดสภาพคล่อง ติดลบ ที่มีมากถึง 30 แห่ง
จำนวนนี้ถือว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ถ้าย้อนกลับไป 3 ปีล่าสุดนั้น จะพบว่า ปี 2567 มี รพ. ในระดับ 7 เพียงแค่ 2 แห่ง และปี 2568 เพิ่มเป็น 5 แห่ง ก่อนจะพุ่งมาถึง 30 แห่งในปีนี้
ทั้งหาก จำแนกสถานการณ์เงินบำรุงคงเหลือ ปีงบฯ 2569 ตามประเภทโรงพยาบาล จะเห็นได้ว่า
โรงพยาบาลชุมชน 430 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 339 แห่ง ติดลบ
โรงพยาบาลทั่วไป 48 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 50 แห่ง วงเงินเป็นลบ
และโรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 11 แห่ง ติดลบด้วย
เมื่อมาดูที่รายรับ และรายจ่ายของโรงพยาบาลก็จะเห็นได้ว่าสวนทางกัน โดยข้อมูลของปี 2568 รายได้ของอยู่ที่ 382,125.8 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายนั้นอยู่ที่ 394,343.4 ล้านบาท เมื่อบวกลบกันแล้ว ติดลบ 12,217.6 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเทียบรายได้ของโรงพยาบาลใน 10 ปี นั้น รายได้โตขึ้น 73% แต่รายจ่ายก็โตไปมากกว่าที่ 85% ซึ่งรายจ่ายนี้ โตแซงรายได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566
งบบัตรทอง โรงพยาบาลรัฐแบก
ไม่เพียงเงินบำรุงของโรงพยาบาลที่ติดลบตัวแดง แต่งบของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังเห็นได้ว่า งบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรัฐแบก สะท้อนการจัดสรรงบที่ไม่สอดคล้องภาระงานและต้นทุน
งบจากบัตรทองถือเป็นรายได้นอกงบประมาณของโรงพยาบาลรัฐ และเป็นสัดส่วนมากถึง 43.6% ของรายได้นอกงบ แต่ประเด็นคือ ฝั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขนั้นมองว่า งบบัตรทองนั้น ลงมาถึงโรงพยาบาลรัฐน้อยกว่า เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่ดูแลอยู่จำนวนมาก
อธิบายง่ายๆ คือ สปสช.ได้รับงบประมาณปี 2568 จำนวน 168,296 ล้านบาท สำหรับประชากรสิทธิบัตรทอง 47.15 ล้านคน เฉลี่ยงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,856 บาทต่อคน แต่โรงพยาบาลรัฐที่ดูแลคนไข้บัตรทองถึง 41.13 ล้านคน หรือ 87% นั้น กลับมางบมาแค่ 64%
ทำให้รายจ่ายต่อหัวของคนไข้บัตรทองของโรงพยาบาลรัฐนั้น แทนที่จะเป็น 3,856 บาทต่อคน เมื่อหารจากงบ สปสช.ทั้งหมด ลดลงเหลือที่ 2,618 บาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบกับโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอื่นๆ ที่ดูแลประชาชนในบัตรทองอีก 13% กลับได้รับงบเฉลี่ยแล้วมากกว่าถึง 4 เท่า
สาธารณสุขยังเผยว่า จากทั้งงบที่ได้น้อย และต้นทุนในการให้บริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา รวมถึงค่าจ้างบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุ ทำให้รายรับของโรงพยาบาลน้อยกว่ารายจ่าย
ซึ่งหากไปดูรายงานงบบัตรทอง ปี 2569 ของบอร์ด สปสช. เอง ก็พบว่าเหลือเพียงราว 25,675 ล้านบาท สำหรับจ่ายชดเชยช่วงเดือน ก.ค.–15 ก.ย. 2569 หรือ 2 เดือนครึ่ง
โดยในรายการค่าบริการนั้น ก็มี 2 รายการที่ติดลบแล้ว คือ บริการกรณีเฉพาะ ติดลบ 1,457.56 ล้านบาท และ ค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ติดลบ 168.61 ล้านบาท รวม 1,626.17 ล้านบาท
แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ชี้ว่าจะพยายามบริหารจัดการให้อยู่ตามกรอบ แต่หากงบประมาณไม่พอ อาจจะนำงบประมาณปี 2570 มาบริหารจัดการเบิกจ่ายให้ปี 2569 ที่ทบมาก่อน ก็จะเป็นไปตามแนวทางมติบอร์ด สปสช.
ปฏิรูปโครงสร้าง คือทางแก้ ? รวมความเห็น มุมมองจากแพทย์
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งคำถามถึงผลกระทบหากปล่อยให้โรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง โดยเตือนว่าโรงพยาบาลอาจเริ่มจากการค้างชำระค่ายา จนบริษัทชะลอหรือหยุดส่งยา ทำให้ยาบางชนิดขาดแคลน ขณะที่เครื่องมือแพทย์ที่ชำรุดอาจไม่ได้รับการซ่อม และบุคลากรที่มีภาระงานสูงอยู่แล้วอาจขาดขวัญกำลังใจ สุดท้ายอาจกระทบคุณภาพการรักษาโดยที่ประชาชนไม่ทันสังเกต จนกว่าจะถึงวันที่ตัวเองหรือคนในครอบครัวต้องเข้ารับการรักษา
ด้าน นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ที่ปรึกษาชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) มองว่าต้นเหตุจำเป็นต้องแก้ที่ระบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งมีงบประมาณราว 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบให้เหมาะสม พร้อมเสนอให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินและการคลัง เพื่อประเมินว่าสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ประชาชนได้รับในปัจจุบันมีต้นทุนเท่าใด และจัดสรรงบให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาล
ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาขาดสภาพคล่องไว้หลายด้าน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยีและวิธีรักษาใหม่ จำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น ค่ายาและค่าตรวจที่สูงขึ้น รวมถึงจำนวนบุคลากรและภาระงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กระบวนการตรวจสอบเอกสารและการเบิกจ่ายมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ทำให้โรงพยาบาลได้รับเงินล่าช้าหรือไม่เต็มจำนวน
นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ชี้ว่า อัตราค่าชดเชยการรักษาพยาบาลจากทั้ง 3 กองทุนไม่ได้ปรับเพิ่มมาหลายปี ขณะที่ต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยอาการหนักและระยะสุดท้ายที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ยังได้รับการชดเชยในอัตราเดิม จึงทำให้โรงพยาบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยบัตรทองจำนวนมาก และเสนอทางออกทั้งการเพิ่มอัตราชดเชยจากกองทุน การสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากรัฐบาล หรือพิจารณาแนวทางการร่วมจ่ายในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
