รีเซต

วิกฤตโรงพยาบาลไทย รายจ่ายพุ่ง รายรับไม่พอ เงิน รพ.ติดลบกว่า 400 แห่ง

วิกฤตโรงพยาบาลไทย รายจ่ายพุ่ง รายรับไม่พอ  เงิน รพ.ติดลบกว่า 400 แห่ง
TNN ช่อง16
10 สิงหาคม 2569 ( 15:57 )
9

โรงพยาบาลไทยวิกฤต ค่าใช้จ่ายพุ่ง งบติดลบ ไปถึงงบบัตรทองที่ รพ.รัฐแบก หลายๆ ข่าว และตัวเลขที่แสดงให้เห็นในช่วงเดือนที่ผ่านมา จนเกิดคำถามว่า โรงพยาบาลไทยวิกฤตแล้วหรือไม่ ? 

ประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามถึงวิกฤตงบโรงพยาบาล ก็มาจากข้อมูลสถานการณ์เงินบำรุงของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาพรวมโรงพยาบาลสังกัด สธ. มีเงินบำรุงคงเหลือสุทธิ 18,978.36 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ถือว่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมาหลายพันล้านบาท และผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เงินบำรุงจำเหลืออยู่ที่ประมาณเพียงหมื่นล้านบาท 

หากเราดูเพียงเงินบำรุงนี้คงอาจไม่ทราบว่า เป็นวิกฤตกับงบโรงพยาบาลอย่างไร แต่หากแยกไปดูรายโรงพยาบาล จะพบว่า จาก รพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มี 903 แห่ง มี รพ.ที่มีเงินบำรุงติดลบถึง 400 แห่ง คิดเป็นถึง 44.3% มีรพ.ที่มีเงินบำรุงคงเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาทอีก 485 แห่ง และรพ.ที่วิกฤตสูงสุดระดับ 7 ซึ่งหมายถึงมีภาวะวิกฤตทางการเงินขั้นรุนแรงที่สุด ขาดสภาพคล่อง ติดลบ ที่มีมากถึง 30 แห่ง

จำนวนนี้ถือว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ถ้าย้อนกลับไป 3 ปีล่าสุดนั้น จะพบว่า ปี 2567 มี รพ. ในระดับ 7 เพียงแค่ 2 แห่ง และปี 2568 เพิ่มเป็น 5 แห่ง ก่อนจะพุ่งมาถึง 30 แห่งในปีนี้ 

ทั้งหาก จำแนกสถานการณ์เงินบำรุงคงเหลือ ปีงบฯ 2569 ตามประเภทโรงพยาบาล จะเห็นได้ว่า 

  • โรงพยาบาลชุมชน 430 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 339 แห่ง ติดลบ 

  • โรงพยาบาลทั่วไป 48 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 50 แห่ง วงเงินเป็นลบ

  • และโรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง เงินบำรุงเป็นบวก แต่ 11 แห่ง ติดลบด้วย 

เมื่อมาดูที่รายรับ และรายจ่ายของโรงพยาบาลก็จะเห็นได้ว่าสวนทางกัน โดยข้อมูลของปี 2568 รายได้ของอยู่ที่ 382,125.8 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายนั้นอยู่ที่ 394,343.4 ล้านบาท เมื่อบวกลบกันแล้ว ติดลบ 12,217.6 ล้านบาท

ซึ่งเมื่อเทียบรายได้ของโรงพยาบาลใน 10 ปี นั้น รายได้โตขึ้น 73% แต่รายจ่ายก็โตไปมากกว่าที่ 85% ซึ่งรายจ่ายนี้ โตแซงรายได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 

งบบัตรทอง โรงพยาบาลรัฐแบก

ไม่เพียงเงินบำรุงของโรงพยาบาลที่ติดลบตัวแดง แต่งบของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังเห็นได้ว่า งบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรัฐแบก สะท้อนการจัดสรรงบที่ไม่สอดคล้องภาระงานและต้นทุน 

งบจากบัตรทองถือเป็นรายได้นอกงบประมาณของโรงพยาบาลรัฐ และเป็นสัดส่วนมากถึง 43.6% ของรายได้นอกงบ แต่ประเด็นคือ ฝั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขนั้นมองว่า งบบัตรทองนั้น ลงมาถึงโรงพยาบาลรัฐน้อยกว่า เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่ดูแลอยู่จำนวนมาก 

อธิบายง่ายๆ คือ สปสช.ได้รับงบประมาณปี 2568 จำนวน 168,296 ล้านบาท สำหรับประชากรสิทธิบัตรทอง 47.15 ล้านคน เฉลี่ยงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,856 บาทต่อคน แต่โรงพยาบาลรัฐที่ดูแลคนไข้บัตรทองถึง 41.13 ล้านคน หรือ 87% นั้น กลับมางบมาแค่ 64% 

ทำให้รายจ่ายต่อหัวของคนไข้บัตรทองของโรงพยาบาลรัฐนั้น แทนที่จะเป็น 3,856 บาทต่อคน เมื่อหารจากงบ สปสช.ทั้งหมด ลดลงเหลือที่ 2,618 บาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบกับโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอื่นๆ ที่ดูแลประชาชนในบัตรทองอีก 13% กลับได้รับงบเฉลี่ยแล้วมากกว่าถึง 4 เท่า

สาธารณสุขยังเผยว่า จากทั้งงบที่ได้น้อย และต้นทุนในการให้บริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา รวมถึงค่าจ้างบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุ ทำให้รายรับของโรงพยาบาลน้อยกว่ารายจ่าย 

ซึ่งหากไปดูรายงานงบบัตรทอง ปี 2569 ของบอร์ด สปสช. เอง ก็พบว่าเหลือเพียงราว 25,675 ล้านบาท สำหรับจ่ายชดเชยช่วงเดือน ก.ค.–15 ก.ย. 2569 หรือ 2 เดือนครึ่ง 

โดยในรายการค่าบริการนั้น ก็มี 2 รายการที่ติดลบแล้ว คือ  บริการกรณีเฉพาะ ติดลบ 1,457.56 ล้านบาท และ ค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ติดลบ 168.61 ล้านบาท รวม 1,626.17 ล้านบาท 

แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ชี้ว่าจะพยายามบริหารจัดการให้อยู่ตามกรอบ แต่หากงบประมาณไม่พอ อาจจะนำงบประมาณปี 2570 มาบริหารจัดการเบิกจ่ายให้ปี 2569 ที่ทบมาก่อน ก็จะเป็นไปตามแนวทางมติบอร์ด สปสช.


ปฏิรูปโครงสร้าง คือทางแก้ ? รวมความเห็น มุมมองจากแพทย์

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งคำถามถึงผลกระทบหากปล่อยให้โรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง โดยเตือนว่าโรงพยาบาลอาจเริ่มจากการค้างชำระค่ายา จนบริษัทชะลอหรือหยุดส่งยา ทำให้ยาบางชนิดขาดแคลน ขณะที่เครื่องมือแพทย์ที่ชำรุดอาจไม่ได้รับการซ่อม และบุคลากรที่มีภาระงานสูงอยู่แล้วอาจขาดขวัญกำลังใจ สุดท้ายอาจกระทบคุณภาพการรักษาโดยที่ประชาชนไม่ทันสังเกต จนกว่าจะถึงวันที่ตัวเองหรือคนในครอบครัวต้องเข้ารับการรักษา

ด้าน นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ที่ปรึกษาชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) มองว่าต้นเหตุจำเป็นต้องแก้ที่ระบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งมีงบประมาณราว 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบให้เหมาะสม พร้อมเสนอให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินและการคลัง เพื่อประเมินว่าสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ประชาชนได้รับในปัจจุบันมีต้นทุนเท่าใด และจัดสรรงบให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาล

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาขาดสภาพคล่องไว้หลายด้าน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยีและวิธีรักษาใหม่ จำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรค NCDs ที่เพิ่มขึ้น ค่ายาและค่าตรวจที่สูงขึ้น รวมถึงจำนวนบุคลากรและภาระงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กระบวนการตรวจสอบเอกสารและการเบิกจ่ายมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ทำให้โรงพยาบาลได้รับเงินล่าช้าหรือไม่เต็มจำนวน

นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ชี้ว่า อัตราค่าชดเชยการรักษาพยาบาลจากทั้ง 3 กองทุนไม่ได้ปรับเพิ่มมาหลายปี ขณะที่ต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยอาการหนักและระยะสุดท้ายที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ยังได้รับการชดเชยในอัตราเดิม จึงทำให้โรงพยาบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยบัตรทองจำนวนมาก และเสนอทางออกทั้งการเพิ่มอัตราชดเชยจากกองทุน การสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากรัฐบาล หรือพิจารณาแนวทางการร่วมจ่ายในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง