“ซูเปอร์เอลนีโญ” ปลุกวิกฤตอาหารซ้ำเติมโลก

นักอุตุนิยมวิทยาหลายรายประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ในเร็ว ๆ นี้ และจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกนานหลายเดือน โดยมีโอกาสราว 1 ใน 3 ที่จะเกิดในระดับรุนแรงมาก หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมปีนี้
ทั้งนี้ “เอลนีโญ” คือรูปแบบสภาพอากาศที่น้ำทะเลอุ่นกว่าปกติอย่างต่อเนื่องบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่ง “เอลนีโญ” นับเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของสภาพอากาศที่เป็นวัฏจักรควบคู่กับอีก 2 รูปแบบ ได้แก่ สภาพอากาศเป็นกลาง (Neutral) และ “ลานีญา” (La Nina) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตรงกันข้ามกับเอลนีโญ ขณะที่แนวโน้มปัจจุบันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก “ลานีญา” ไปสู่ “เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัวขึ้น
ข้อมูลจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์บ่งชี้ว่า โลกอาจเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับรุนแรงมากช่วงปลายปีนี้ หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิน้ำทะเลจะเพิ่มสูงกว่าปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540-2541 และปี 2558-2559 หากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.50-1.99 องศาเซลเซียส จะเรียกว่า “ระดับรุนแรง” ส่วนการที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.00-1.49 องศาเซลเซียส เรียกว่า “ระดับปานกลาง” และการที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.50-0.99 องศาเซลเซียส เรียกว่า “ระดับอ่อน”
อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิน้ำทะเลลดลง 0.49 จนถึงเพิ่มขึ้น 0.49 องศาเซลเซียสจะเรียกว่า “สภาวะเป็นกลาง” ขณะที่หากอุณหภูมิน้ำทะเลลดลงจะเป็นปรากฏการณ์ "ลานีญา" ซึ่งจะแบ่งระดับความรุนแรงเช่นเดียวกันกับ “เอลนีโญ” แม้ปัจจุบันจะมีหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” กำลังจะมาถึง แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันระดับความรุนแรงที่แน่ชัด
องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ระบุในรายงานล่าสุดว่า มีโอกาสร้อยละ 61 ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม (MJJ) ปีนี้ และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย ซึ่งระดับความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นด้วย
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา โลกเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญแล้วทั้งหมด 27 ครั้ง โดยเฉลี่ยเกิดขึ้นทุก ๆ 3-4 ปี ซึ่งแต่ละครั้งก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก รวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ พบว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2541 ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่า 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบตามค่าเงินดอลลาร์ในปี 2560
ปรากฏการณ์ด้านสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง รวมทั้งผลกระทบก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและแต่ละช่วงเวลาของปี อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นผลกระทบที่พบได้ทั่วไปบางประการ ในกรณีของอุณหภูมิที่จะสูงขึ้นในช่วงเกิดเอลนีโญ และลดลงในช่วงลานีญา แต่ผลกระทบในระดับภูมิภาคมีความซับซ้อน และบางพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า-ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในบางช่วงเวลา
ในช่วงเกิดเอลนีโญ อุณหภูมิจะสูงขึ้นในอเมริกาใต้ อาเซียน และแอฟริกาตอนใต้ ส่วนระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่อบอุ่นและแห้งแล้งกว่าปกติในเขตร้อน เมื่อพืชเจริญเติบโตช้าลงเนื่องจากภัยแล้ง ก็จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง ขณะที่ไฟป่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งในบางพื้นที่ เช่น เอเชียใต้ ส่งผลให้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากขึ้น
หลายประเทศเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนทำสถิติ ล่าสุด สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น เพิ่งประกาศศัพท์ใหม่สำหรับวันที่อุณหภูมิร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น โดยคำศัพท์ใหม่ คือ “โคคุโชบิ” (kokushobi) หรือ “ร้อนอย่างรุนแรง” หรือ “ร้อนอย่างทารุณ” ซึ่งเพิ่มเติมจากคำศัพท์เดิมที่มีอยู่แล้ว 3 คำ ได้แก่ “นัตสึบิ” หรือวันในฤดูร้อน ใช้สำหรับวันที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่วน “มานัตสึบิ” หรือวันกลางฤดูร้อน สำหรับใช้กับวันที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสขึ้นไป และ “โมโชบิ” หรือวันร้อนจัด ใช้กับวันที่มีอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป
การบัญญัติศัพท์ใหม่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก “ญี่ปุ่น” เคยเผชิญกับฤดูร้อนสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว โดยมีวันที่อุณหภูมิสูง 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป มากถึง 9 วัน ในระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมปีที่แล้ว ทำลายสถิติเดิมในปีก่อนหน้า สำหรับอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั่วประเทศแตะที่ 41.8 องศาเซลเซียสในเมืองอิเซซากิ ขณะที่มีความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิในปีนี้จะร้อนทำสถิติใหม่อีก
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้เพิ่มความกังวลให้ผู้คนทั่วโลก เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในวงกว้าง เนื่องจากจะทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น ซ้ำเติมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตพลังงานและปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีสำหรับทำการเกษตร
ภัยแล้ง ความร้อน และน้ำท่วมที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจส่งผลกระทบต่อการผลิต การเก็บเกี่ยว รวมทั้งการกระจายสินค้า ทำให้ผู้คนอดอยากมากขึ้น และราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) ประเมินว่า จำนวนผู้คนที่เผชิญภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลกอาจสูงในระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นล่าสุดเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อต้นปี 2565 โดยผู้คนที่เผชิญกับความอดอยากอย่างรุนแรงอาจเพิ่มขึ้น 45 ล้านคน จากเดิมที่อยู่ที่ 318 ล้านคน หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไปหลังจากเดือนมิถุนายนปีนี้ และราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“คริส แจ็กคารินี” นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอาหารและการเกษตร จาก Energy and Climate Intelligence Unit มองว่า ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกปีที่ความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาบรรจบกันจนกลายเป็นความจริงที่มีราคาแพง เพราะราคาอาหารจะถูกกดดันจาก 2 ด้าน ทั้งจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบการผลิตในพื้นที่เพาะปลูกหลัก และการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้มีความเสี่ยงต่อราคาก๊าซ ปุ๋ย การขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
สินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษต่อปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งปกติแล้วจะส่งผลให้ราคาโกโก้ น้ำมันพืช ข้าว และน้ำตาลสูงขึ้น แต่จะมีความเสี่ยงที่ขยายวงไปถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในเขตร้อน อาทิ กล้วย ชา กาแฟ ช็อกโกแลต และเนื้อสัตว์ที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นอาหารสัตว์ ดังนั้น ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารทั่วโลก แต่ระดับความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด รุนแรงแค่ไหน และยืดเยื้อนานเท่าไร
น่าสนใจว่า นอกเหนือราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนปุ๋ยก็ขยับขึ้นอย่างมาก สะท้อนจากดัชนีราคาปุ๋ยรายสัปดาห์ Green Markets North America Fertilizer Price Index ที่ขยับจากระดับกว่า 700 ไปอยู่เหนือ 900 เนื่องจากสงครามทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกปุ๋ยจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียราว 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ ขณะที่ดัชนีราคาขายปลีกรายสัปดาห์ของ DTN ซึ่งสำรวจผู้ค้าปลีกสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ พบว่า ปุ๋ยหลักทั้ง 8 ชนิดมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม ปุ๋ยยูเรียมีราคาเพิ่มขึ้นมากสุดร้อยละ 35
ประเทศในกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียประมาณ 1 ใน 4 ของโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งจึงส่งผลกระทบต่อประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจึงมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ ข้อมูลจากที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) ระบุว่า สัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยทางเรือจากอ่าวเปอร์เซียของประเทศต่าง ๆ ในปี 2567 ซูดานอยู่ที่ร้อยละ 54 ตามด้วยศรีลังการ้อยละ 36 และออสเตรเลีย ร้อยละ 32 ส่วนไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียอยู่ที่ร้อยละ 27 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยทางทะเลทั้งหมด
สำหรับผลกระทบของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า โลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และอาจเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนสิงหาคมถึงปลายปีนี้ อาจส่งผลให้ไทยเผชิญภัยร้อนและแล้งจัด โดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปีนี้จะอยู่ที่ 1,479 มิลลิเมตร ลดลงจากปีก่อนราวร้อยละ 18.6 ที่ 1,816 มิลลิเมตร และปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากหมอกควันข้ามพรมแดนอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ ในช่วงกรกฎาคม-กันยายนปีนี้
ภาวะซูเปอร์เอลนีโญกระทบต่อภาคธุรกิจไทย อาทิ 1.ภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่พึ่งพาน้ำสูง 2.ภาคการผลิตอาจเสี่ยงขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต และ 3.โรงแรมและที่พักอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง
พร้อมเตือนให้ภาคธุรกิจเตรียมรับมือให้พร้อมกับภาวะดังกล่าว โดยเริ่มจากลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น เพื่อให้มีน้ำพอใช้ต่อเนื่อง วางแผนสต็อกน้ำให้เพียงพอสำหรับการอุปโภค เพื่อไม่ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงวางระบบรีไซเคิลน้ำ เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
