รีเซต

โลกร้อนหยุดไม่อยู่ ดันอาเซียนเสี่ยงภัยพิบัติ ดร.สนธิชี้ ไทยต้องพร้อมรับมือ

โลกร้อนหยุดไม่อยู่ ดันอาเซียนเสี่ยงภัยพิบัติ ดร.สนธิชี้ ไทยต้องพร้อมรับมือ
TNN ช่อง16
30 พฤษภาคม 2569 ( 11:00 )

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ระบุว่า UN ชี้ตั้งแต่ปี2026เป็นต้นไป ประเทศไทยและอาเซียนเสี่ยงภัยพิบัติจากสภาวะโลกเดือดมากขึ้น ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมรับมือเนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 

 

จากข้อมูลล่าสุดของ Germanwatch (Climate Risk Index 2026) ระบุว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศมากที่สุด พุ่งสูงขึ้นจากอันดับ 72 ในปี 2022ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN ที่จัดให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางสูงสุดต่อปรากฏการณ์ "โลกเดือด" (Global Boiling)

 

วิกฤตการณ์โลกร้อนและการปรับตัวของประเทศไทยภายใต้กรอบการดำเนินงานร่วมกับ UN ในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติหลักที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญจากสภาวะโลกร้อนตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ทั้งอุทกภัยรุนแรงแบบเฉียบพลัน โดยปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากถี่ขึ้น ดังเช่น กรณีอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จมย่านเศรษฐกิจในอำเภอหาดใหญ่ในจังหวัดสงขลา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบรับมือภัยพิบัติแบบเดิมไม่สามารถต้านทานความรุนแรงของภูมิอากาศในปัจจุบันได้อีกต่อไป


ขณะเดียวกันคลื่นความร้อนระอุขึ้นถึงขั้นวิกฤต อาจทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ทำลายสถิติเก่าอย่างต่อเนื่องโดยมีอุณหภูมิสูงสุดทะลุ 44.2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงเป็นประ วัติการณ์และมีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด (Heatstroke) เพิ่มขึ้น

 

ด้านวิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้จะเผชิญความรวดเร็วและความรุนแรงของภัยแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม เช่น อ้อย ปศุสัตว์ และการประมงเพิ่มขึ้น


รายงานและการประเมินจากหน่วยงาน UN (UNESCAP & UNDP) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติต่อพื้นที่ในแถบเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) รายงานภัยพิบัติเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Disaster Report) ดังนี้


ความเสี่ยงในลุ่มน้ำโขง

พื้นที่ลุ่มน้ำโขงของไทยถูกระบุว่าเป็น "Hotspot" หรือพื้นที่เสี่ยงภัยร่วมหลายมิติ (Multi- hazard) ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และลมกระ โชกแรง ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับสูงหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส

 

ความพร้อมด้านเศรษฐกิจมหภาค

จากรายงานของ UN ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจภูมิภาคจะเติบโต แต่หลายประเทศรวมถึงไทยยังขาดความพร้อมในการรับมือกับ "แรงช็อกทางสภาพภูมิอากาศ" (Climate Shocks) ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการเงิน

 

ความสูญเสียที่สะสม

โดยสถิติย้อนหลังชี้ว่าประเทศไทยได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติรวมกันสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐโดยมี "อุทกภัย" เป็นสาเหตุหลักที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงสุด ราว 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์

 

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายและความร่วมมือ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC และความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยมีมาตรการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) ประเทศไทยประกาศเป้าหมายที่เข้มข้นขึ้นโดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้สูงสุดถึง 47 % ภายในปี 2035 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และกำหนดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

 

ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเร่งออกพระราชบัญญัติการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ฉบับแรกของประเทศเข้าสู่การพิจารณา เพื่อบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอนและมาตรการควบคุมภาคอุตสาหกรรม ส่วนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาระบบโครงสร้างข้อมูลระดับชาติ (National Data Infrastruc ture) เพื่อใช้บิ๊กดาต้าและการจำลองภาพ (Data Visualization) ในการประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อกระจายการเตือนภัยไปสู่ระดับท้องถิ่น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง