เตาหลอมเหล็กจีน-เหล็กเส้นไร้คุณภาพทะลักอาเซียน

รายงานพิเศษจาก Shanghai Metals Market หรือ SMM แพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาดโลหะระดับโลก เตือนความเสี่ยงจากการขยายตัวของการผลิตเหล็กด้วยเตา Induction Furnace หรือ IF ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย หลังพบการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และเศษเหล็กจากจีนเข้ามายังภูมิภาค
SMM ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับการกวาดล้างเหล็กด้อยคุณภาพ หรือ “ตี้เถียวกัง” ในจีน ซึ่งมีการกำจัดกำลังการผลิตไปกว่า 140 ล้านตันในปี 2017
ข้อมูลศุลกากรที่ SMM วิเคราะห์พบว่า สัดส่วนการส่งออกอุปกรณ์เตาไฟฟ้าจากจีนมายังอาเซียน เพิ่มจาก 24.1% ในปี 2017 ขึ้นไปสูงสุด 40.6% ในปี 2021 และอยู่ที่ 31.5% ในปี 2025 คิดเป็นมูลค่ากว่า 125.3 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน การส่งออกเศษเหล็กจากจีนมายังอาเซียน เพิ่มจากประมาณ 18,000 ตันในปี 2016 เป็นกว่า 1.39 ล้านตันในปี 2017 โดยฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำเข้าเศษเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากไม่ถึง 5,000 ตันต่อปี เป็นเกือบ 300,000 ตันในปี 2024 ขณะที่กำลังการผลิตจากเตา IF ในฟิลิปปินส์ถูกประเมินว่าเพิ่มจากประมาณ 150,000 ตัน เป็น 3 ล้านตันในปี 2025
SMM ระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเตา IF โดยตัวมันเอง แต่เป็นกระบวนการผลิต หากไม่มีขั้นตอน Refining หรือการปรุงน้ำเหล็กที่เพียงพอ อาจทำให้ควบคุมสิ่งปนเปื้อนและองค์ประกอบทางเคมี เช่น ฟอสฟอรัสและคาร์บอนได้ยาก ผลที่ตามมาคือคุณภาพเหล็กอาจไม่สม่ำเสมอ และกระทบต่อ “ความเหนียว” หรือ Ductility ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างอาคาร โดยเฉพาะการรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
SMM ยังเชื่อมโยงประเด็นนี้กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ และทำให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่ม
อย่างไรก็ตามสำหรับไทย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยมีการปิดผนึกโรงงาน 7 แห่ง และอายัดเหล็กเส้นที่มีปัญหามูลค่ากว่า 384 ล้านบาท พร้อมพิจารณาเพิกถอนการรับรองเหล็กจากเตา IF
นอกจากความปลอดภัย SMM ยังเตือนผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด เพราะเหล็กเส้นจากเตา IF สามารถขายได้ต่ำกว่าเหล็กจากเตา EAF ที่ได้มาตรฐานถึงประมาณ 20% จากต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะการไม่ต้องลงทุนในระบบปรุงน้ำเหล็กและระบบควบคุมมลพิษในระดับเดียวกัน
SMM ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เช่น การนำตัวอย่างเหล็กคุณภาพดีมาทดสอบเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน แต่สินค้าที่จำหน่ายจริงอาจมีคุณภาพต่ำกว่า ด้งนั้นข้อเสนอสำคัญของ SMM คือ ประเทศในอาเซียนควรใช้มาตรการ “Zero Tolerance” กับเหล็กด้อยคุณภาพ โดยเน้นตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่กระบวนการผลิต หรือ Traceability รวมถึงตรวจสอบคุณภาพในเชิงโลหะวิทยา
ทั้งนี้ SMM ย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยีเตา IF แต่คือการป้องกันไม่ให้เหล็กที่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เพราะก่อนที่อาเซียนจะเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งต่อไป การควบคุมเหล็กคุณภาพต่ำอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน
ด้านสมาคมเหล็กโลก หรือ World Steel Association เตือนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเห็นสัญญาณของ “เหล็กส่วนเกิน” ในตลาดชัดเจนขึ้น หลังจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก เผชิญความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศที่ชะลอตัว โดยสมาคมเหล็กโลกคาดว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กของจีนในปีนี้จะลดลง 1.5% ก่อนจะทรงตัวในปีหน้า ทำให้จีนมีแนวโน้มลดการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ และหันไปส่งออกเหล็กมากขึ้น
แรงกดดันยิ่งเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ และยุโรปออกมาตรการจำกัดการนำเข้าเหล็กจากจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องมองหาตลาดใหม่ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่ง ทำให้เหล็กจีนบางส่วนที่เดิมมุ่งหน้าไปตลาดตะวันออกกลาง มีแนวโน้มถูกเบนไปยังตลาดอื่น รวมถึงเอเชีย สถานการณ์นี้ทำให้อาเซียน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของเหล็กจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องรับแรงกดดันมากขึ้น
ที่สำคัญ หลายประเทศในอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดนำเข้าอีกต่อไป แต่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของตัวเอง ทำให้ตลาดต้องรับมือกับทั้ง เหล็กนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตภายในภูมิภาคที่ขยายตัว
ขณะที่การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นไทยกำลังเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ กมอ. มีมติเห็นชอบแนวทางปรับปรุง มอก.เหล็กข้ออ้อย โดยกำหนดให้เหล็กสำหรับโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคาน ต้องผลิตจากเตา Basic Oxygen หรือ BO และ Electric Arc Furnace หรือ EF เท่านั้น
นั่นหมายความว่า เหล็กที่ผลิตจากเตา Induction Furnace หรือ IF จะไม่สามารถใช้ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับโครงสร้างหลักตามมาตรฐานใหม่ หากร่างมาตรฐานมีผลบังคับใช้ตามแนวทางดังกล่าว
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐาน โดยระบุว่า มอก.เหล็กเส้นไม่ได้ปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี ขณะที่งานก่อสร้างในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งอาคารสูง สะพาน รถไฟความเร็วสูง และอาคารที่ต้องรองรับแรงแผ่นดินไหวร่างมาตรฐานใหม่จึงยกระดับทั้งคุณสมบัติทางกล การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี และเพิ่มข้อกำหนดเรื่องการรับแรงซ้ำ เพื่อให้เหล็กมีความเหนียวและเหมาะกับโครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
