“ทุนจีน” บุกอาเซียน โอกาสของไทย ?

วิจัยกรุงศรีเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ “ทิศทางการลงทุนของจีนในไทย และนัยต่อภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญของจีน จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักในไทย จนเริ่มมีบทบาทใกล้เคียงกับการลงทุนจากญี่ปุ่นและอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนสำคัญเดิมของไทย
ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Outward Direct Investment: ODI) ของจีนมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีมูลค่า 174,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.1 จากปีก่อน และหากพิจารณาเฉพาะการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน (Non-financial ODI) พบว่ามีมูลค่า 145,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 อีกทั้งในช่วงปี 2022-2025 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึงร้อยละ 7.6 ต่อปี
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน มูลค่าการควบรวมและซื้อกิจการของจีนในต่างประเทศที่ประกาศแล้ว (Announced overseas M&A) ขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 9.6 ต่อปี ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อดีล (Value per deal) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ต่อปี เครื่องชี้เหล่านี้ต่างสะท้อนภาพว่าจีนกำลังออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้จีนออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในประเทศ การกระจายฐานการผลิตและกลยุทธ์ China+1 เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
จุดหมายปลายทางของนักลงทุนจีนส่วนใหญ่มุ่งไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 76.3 ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีนในปี 2024 รองลงมา ได้แก่ ลาตินอเมริกา ( ร้อยละ 9.6) ยุโรป ( ร้อยละ 7.7) อเมริกาเหนือ (ร้อยละ 3.7 ) แอฟริกา ( ร้อยละ 2.1 ) และโอเชียเนีย ( ร้อยละ 0.7) ตามลำดับ
หากเจาะลึกลงไปในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่าอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการลงทุนจากจีนมากและมีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูง โดยในปีเดียวกัน การลงทุนในอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 21.1 ของมูลค่าการลงทุนฯ ซึ่งเติบโตกว่าสองเท่าจากสัดส่วนในปี 2020
เนื่องจากอาเซียนมีจุดเด่นหลายประการ ทั้งสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่สูง ค่าจ้างแรงงานที่แข่งขันได้ โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนา และข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และ China–ASEAN Free Trade Area 3.0 (การยกระดับเขตการค้าเสรีจีน–อาเซียนรอบที่สาม) ส่งผลให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตจีนและอาเซียนเข้าด้วยกัน และเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับการลงทุนจากจีนมากที่สุดในอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.1 ของมูลค่าการลงทุนของจีนในอาเซียน รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย ( ร้อยละ 13.4) ไทย ( ร้อยละ 13.3) และเวียดนาม ( ร้อยละ 11.4 ) ตามลำดับ
จะเห็นได้ว่าไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการลงทุนจากจีนที่เติบโตโดดเด่น โดยเม็ดเงินลงทุนจากจีนในช่วงปี 2021-2024 ขยายตัวเฉลี่ยถึงปีละร้อยละ 24.7 ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์
โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ประกอบกับไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ซึ่งช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนจีนด้วย
สำหรับทิศทางการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตของจีนมายังไทย ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนจีนได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2025 มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงขาเข้าสุทธิจากจีน อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดคงค้างของเงินลงทุน (Stock) จากจีนอยู่ที่ 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ หากพิจารณาในช่วง 5 ปีก่อนหน้า (2021-2025) เงินลงทุนไหลเข้าจากจีนขยายตัวเฉลี่ยปีละร้อยละ 22.6 ทำให้ยอดคงค้างของเงินทุนจากจีนขยายตัวเฉลี่ยปีละร้อยละ 18.9
เงินลงทุนจากจีนในไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนเริ่มมีบทบาทใกล้เคียงกับการลงทุนจากญี่ปุ่นและอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนสำคัญเดิมของไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากยอดคงค้างการลงทุนแล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในไทย ด้วยยอดคงค้างการลงทุนสูงสุดถึงกว่าหนึ่งในสี่ของยอดคงค้างฯ ทั้งหมด ตามด้วยอาเซียน สหภาพยุโรป ฮ่องกง สหรัฐฯ ขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 6 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 6.2 แต่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการลงทุนจากจีนในไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิต ด้วยสัดส่วนถึงร้อยละ 62.4 ของมูลค่าการลงทุนสะสมในไทยในช่วงปี 2021-2025 โดยมาจากอุตสาหกรรมยางและพลาสติก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) มากที่สุด และในระยะหลัง การเข้ามาลงทุนของจีนไม่เพียงแต่เป็นการตั้งฐานการผลิตและประกอบสินค้า (Assembly-oriented manufacturing) แต่เริ่มครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สะท้อนจากทิศทางการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของนักลงทุนจีน
โดยในช่วงปี 2023-2025 อุตสาหกรรม E&E มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมฯ สูงสุด (สัดส่วนร้อยละ 24.1 ของมูลค่ารวม) ซึ่งมาจากกิจกรรมต้นน้ำอย่างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) มากขึ้น รองลงมา ได้แก่ กลุ่มโลหะและวัสดุ (สัดส่วนร้อยละ 22.6) เช่น ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรม EV และกลุ่มเครื่องจักรและยานยนต์ (สัดส่วนร้อยละ 20.9 ) นอกจากนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมฯ เติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดถึงร้อยละ 458 ต่อปี ในช่วงดังกล่าว ซึ่งมาจากกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์
ในเวลาเดียวกัน โครงการของนักลงทุนจีนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อโครงการค่อยๆ ลดลง สะท้อนว่าซัพพลายเออร์จีนที่มีขนาดเงินทุนเล็กกว่าเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยในกิจกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาก่อนหน้า บ่งชี้ว่าทิศทางการลงทุนของจีนมุ่งขยายฐานการผลิตที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมมากขึ้น
ที่ผ่านมา นักลงทุนจีนทยอยเข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรม จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นลูกค้าสำคัญอันดับที่ 2 ของนิคมอุตสาหกรรมไทย รองจากนักลงทุนญี่ปุ่น โดยสัดส่วนพื้นที่ที่นักลงทุนจีนซื้อหรือเช่าในนิคมอุตสาหกรรมไทยเพิ่มจากร้อยละ 6 ของพื้นที่ทั้งหมดในปี 2019 เป็นร้อยละ 17 ณ เดือนเมษายน ปี 2026 ขณะที่ในช่วงเดียวกัน สัดส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่นลดลงจากร้อยละ 26 เหลือร้อยละ 22 สะท้อนว่าฐานนักลงทุนของนิคมอุตสาหกรรมไทยกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพานักลงทุนญี่ปุ่นเป็นหลัก ไปสู่การมีทั้งญี่ปุ่นและจีนเป็นฐานลูกค้าสำคัญร่วมกันมากขึ้น
นอกจากนี้ ในมิติจังหวัด การลงทุนของจีนกระจุกตัวในพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีสาธารณูปโภคเพียงพอ มีฐานซัพพลายเออร์หนาแน่น และเชื่อมต่อกับท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์หลัก โดยในปี 2568 ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่สัญชาติจีนในพื้นที่ EEC มีจำนวนมากที่สุดถึง 83 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติทั้งหมด 313 รายใน EEC ซึ่งสูงกว่าธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่ 67 ราย (ร้อยละ 21) และสิงคโปร์ที่ 46 ราย (ร้อยละ 15)
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ในระยะถัดไป โดยการลงทุนจากจีนมีแนวโน้มขยับจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครอบคลุมกิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จะยังมีบทบาทสำคัญ
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ภาคการผลิตไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องปรับจากห่วงโซ่อุปทานเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมที่ต้องยกระดับไปสู่อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart electronics)
นอกจากนี้ ผู้ผลิตไทยอาจต้องปรับตัวด้วยการยกระดับเทคโนโลยี มาตรฐาน และการบริหารต้นทุน ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของนักลงทุน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ภายในประเทศมากขึ้น
แนวโน้มการลงทุนจากจีนที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย จะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยไทยอาจสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับต้นๆ ของโลก และเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น และเอื้อประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไปพร้อมกัน
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยจีนถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ สะท้อนจากการที่ธุรกิจเทคโนโลยีจากจีนขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจจีนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่างก็เร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนจากจีนก็มาพร้อมกับประเด็นท้าทายหลายด้าน ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จากที่กล่าวไปข้างต้น ซัพพลายเออร์จีนที่มีขนาดเล็กกว่าเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยในกิจกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานแล้ว ซึ่งอาจสร้างความท้าทายแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานจีน
นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย โดยหากสัดส่วนการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นได้ ดังนั้น ไทยควรผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซัพพลายเออร์สัญชาติไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตและแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน
รวมถึงการรักษาสมดุลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อคงความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย และสามารถดึงดูดการลงทุนจากประเทศอื่นๆ นอกจากจีนได้เช่นกัน
และความท้าทายด้านความเพียงพอของพลังงานและทรัพยากร อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรของประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
