รีเซต

โลกเข้าสู่ยุค “ล้มละลายด้านน้ำ” UN ชี้ทั่วโลกใช้น้ำเกินตัวไปมาก คนนับพันล้านเสี่ยงได้รับผลกระทบ

โลกเข้าสู่ยุค “ล้มละลายด้านน้ำ” UN ชี้ทั่วโลกใช้น้ำเกินตัวไปมาก คนนับพันล้านเสี่ยงได้รับผลกระทบ
TNN ช่อง16
23 มกราคม 2569 ( 11:00 )

รายงานฉบับใหม่ของสหประชาชาติ ระบุว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคของการล้มละลายด้านน้ำ” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ท่ามกลางภาวะโลกร้อน คลื่นความร้อน และภัยแล้งที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง


รายงานชี้ว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำกำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดย “กรุงคาบูล” ของอัฟกานิสถานอาจกลายเป็นเมืองแห่งแรกที่น้ำจะหมดลงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ “กรุงเม็กซิโกซิตี” กำลังทรุดตัวลงปีละราว 50 เซนติเมตร จากการสูบน้ำใต้ดินมาใช้เกินขนาด ส่วนในสหรัฐฯ ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ รัฐต่าง ๆ ยังคงขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่องในการแบ่งปันน้ำจากแม่น้ำโคโลราโดที่กำลังเหือดแห้งจากภัยแล้งยาวนาน


ผู้เขียนรายงานระบุว่า คำอย่าง “วิกฤตน้ำ” ไม่เพียงพอที่จะสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะคำว่า “วิกฤต” สื่อถึงปัญหาชั่วคราว ขณะที่ “การล้มละลายด้านน้ำ” หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้โลกต้องปรับตัวสู่สภาพใหม่ที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดมากกว่าเดิม


แนวคิด “การล้มละลายด้านน้ำ” เปรียบเทียบว่าฝนและหิมะเป็นรายได้ แต่มนุษย์กลับใช้น้ำจากแม่น้ำ ทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินในอัตราที่เร็วเกินกว่าการฟื้นตัว ทำให้โลกใช้น้ำเกินกว่าทรัพยากรที่มีอยู่จริง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่ไม่สม่ำเสมอ


ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ แม่น้ำและทะเลสาบหดตัว พื้นที่ชุ่มน้ำแห้งเหือด ชั้นน้ำใต้ดินลดระดับ แผ่นดินทรุดตัว เกิดหลุมยุบ การรุกคืบของทะเลทราย ปริมาณหิมะลดลง และธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว รายงานระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วโลกสูญเสียน้ำตั้งแต่ปี 2533 ชั้นหินอุ้มน้ำหลักกว่า 70% อยู่ในภาวะเสื่อมถอยระยะยาว พื้นที่ชุ่มน้ำหายไปเกือบเท่าขนาดสหภาพยุโรปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และธารน้ำแข็งทั่วโลกลดลงราว 30% นับตั้งแต่ปี 2513


สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์ โดยประชากรเกือบ 4,000 ล้านคนทั่วโลก เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างน้อยปีละ 1 เดือน อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงขยายเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของทรัพยากรน้ำ เช่น เมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ลาสเวกัส และกรุงเตหะราน


รายงานยังระบุว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นพื้นที่ที่เผชิญความตึงเครียดด้านน้ำและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศสูงที่สุด ขณะที่เอเชียใต้เผชิญการลดลงของทรัพยากรน้ำอย่างเรื้อรังจากการเกษตรที่พึ่งพาน้ำใต้ดินและการขยายตัวของเมือง ส่วนลุ่มแม่น้ำโคโลราโดในสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ “สภาพใหม่ถาวร” ที่มีน้ำลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แม้ภาพรวมจะน่าวิตก รายงานชี้ว่า การยอมรับความจริงเรื่อง “การล้มละลายด้านน้ำ” จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางแผนระยะยาวเพื่อลดความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้ โดยเสนอแนวทาง เช่น การปฏิรูปภาคเกษตรซึ่งใช้น้ำมากที่สุดของโลก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การใช้เทคโนโลยี AI และการสำรวจระยะไกลในการติดตามทรัพยากรน้ำ การลดมลพิษ และการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งน้ำใต้ดิน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง